ชาววัยทำงานทุกคนเคยเช็กหรือเปล่าว่าสิทธิหลักประกันสุขภาพของรัฐที่ตัวเองได้รับนั้นมีอะไรบ้าง และเรากำลังถือสิทธิประเภทไหนอยู่? อย่างบัตรทอง หรือบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค และประกันสังคม ก็เป็นหนึ่งในสวัสดิการสำหรับประชาชนชาวไทย และหลายคนรู้เพียงว่าทั้ง 2 อย่างนั้น ‘รักษาฟรีเหมือนกัน’ แต่จริงหรือไม่? บทความนี้จะพาไปทำความรู้จัก บัตรทอง vs ประกันสังคม กัน!
เปรียบเทียบสิทธิ บัตรทอง vs ประกันสังคม
หลายคนอาจเข้าใจเบื้องต้นเพียงว่าบัตรทองกับประกันสังคม จะได้สิทธิการรักษาฟรี แต่ฟรีอย่างไร และสามารถใช้สิทธิอะไรได้บ้าง
บัตรทอง (หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า) คือสิทธิสำหรับคนที่ไม่ได้รับสวัสดิการรัฐ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้มีรายได้น้อย ได้รับสิทธิรักษาฟรีที่โรงพยาบาลรัฐตามสิทธิ
ส่วนประกันสังคม คือสิทธิสำหรับมนุษย์เงินเดือนโดยจะถูกหักเงินทุกเดือน และจะได้รับสิทธิรักษาพยาบาล แต่ต้องใช้ภายในโรงพยาบาลที่ได้เลือกไว้ ทั้งนี้หากว่างงานหรือเกษียณจะได้รับเงินชดเชยอีกด้วย
รวม 7 คำถามที่ต้องรู้เกี่ยวกับสิทธิบัตรทอง vs ประกันสังคม
คำถามข้อที่ 1 ข้อดี-ข้อเสียของระบบบัตรทอง vs ประกันสงคม
ข้อดีของบัตรทอง
โรงพยาบาลรัฐให้บริการฟรีตามสิทธิกำหนด
แพทย์เฉพาะทางมีครบ แต่ต้องรอคิวในกรณีไม่เร่งด่วน
กรณีฉุกเฉิน สามารถเข้ารักษาที่ไหนก็ได้ในเครือข่ายของบัตรทอง
ข้อเสียของบัตรทอง
คิวอาจยาว โดยเฉพาะโรคทั่วไปที่ไม่เร่งด่วน เช่น ไข้หวัด ปวดหลัง ตรวจสุขภาพ
อุปกรณ์ทางการแพทย์ อาจมีจำกัดในบางพื้นที่ เช่น เครื่อง MRI, CT Scan ต้องจองคิวล่วงหน้า หรือต้องมีการส่งตัวกรณีโรงพยาบาลที่ใช้สิทธิไม่มีอุปกรณ์ครบ
ข้อดีของประกันสังคม
ได้สิทธิรักษาในโรงพยาบาลที่ตนสามารถเลือกเองได้ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน
บริการอาจเร็วกว่า ถ้าเลือกโรงพยาบาลเอกชน แต่บางครั้งจะมีข้อจำกัด เช่น ค่าห้อง ค่ายานอกบัญชีที่ต้องจ่ายเพิ่มเอง
ข้อเสียของประกันสังคม
ประกันสังคมคิวอาจยาวได้เช่นกัน โดยเฉพาะในโรงพยาบาลรัฐที่มีผู้ประกันตนจำนวนมาก
บางกรณีต้องใช้ใบส่งตัว เพื่อเข้าถึงบริการเฉพาะทาง
คำถามข้อที่ 2 กรณีเป็นโรคร้ายแรง หรืออุบัติเหตุหนัก ต้องรอนานไหม?
บัตรทอง กรณีฉุกเฉิน เช่น หัวใจวาย อุบัติเหตุหนัก รักษาได้ทุกที่ไม่ต้องรอ แต่ถ้าเป็น โรคเรื้อรัง อาจต้องรอคิวนาน
ประกันสังคม กรณีฉุกเฉินสามารถรักษาที่ไหนก็ได้ (เคลมเงินภายหลังได้) แต่ถ้าเป็นโรคที่ต้องผ่าตัด อาจต้องรอคิวของโรงพยาบาลที่เลือกไว้
คำถามข้อที่ 3 บัตรทอง-ประกันสังคม ครอบคลุมโรคร้ายแรงแค่ไหน?
บัตรทอง ตอนนี้มี "มะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้" ผู้ป่วยมะเร็งสามารถรักษาที่โรงพยาบาลไหนก็ได้ที่เข้าร่วมโครงการ หรือในกรณีโรคร้ายแรงอื่น ๆ ต้องเช็กว่าอยู่ในลิสต์โรคที่บัตรทองคุ้มครองหรือไม่ และอาจต้องรอคิวรักษา
ประกันสังคม คุ้มครองโรคร้ายแรง แต่บางกรณีต้องผ่านการอนุมัติ หรือใช้เอกสารเพิ่มเติม เช่น เคมีบำบัด อาจต้องใช้เวลา
คำถามข้อที่ 4 จำกัดการรักษา ณ โรงพยาบาลที่เลือกเท่านั้นหรือไม่?
บัตรทอง ใช้ได้แค่ โรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียน แต่ กรณีฉุกเฉิน สามารถเข้ารักษาโรงพยาบาลใกล้ที่สุดได้
ประกันสังคม เลือกโรงพยาบาลได้ปีละครั้ง ถ้าอยากเปลี่ยนต้องรอรอบเปลี่ยนสิทธิ ทั้งนี้ประกันสังคมในโรงพยาบาลเอกชน บางกรณีอาจต้องจ่ายเพิ่ม เช่น ค่ายานอกบัญชี
คำถามข้อที่ 5 อยู่ต่างจังหวัด หรือไปเที่ยวต่างประเทศ ใช้สิทธิได้ไหม?
บัตรทอง กรณีฉุกเฉิน รักษาได้ทุกที่ แต่ต้องแจ้งภายใน 72 ชม.
ประกันสังคม ถ้าเป็นต่างจังหวัด ต้องใช้ใบส่งตัว (ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน) แต่กรณีต่างประเทศต้องจ่ายเอง แล้วนำมาเคลมเงินภายหลัง
คำถามข้อที่ 6 มีสิทธิบัตรทองแล้ว สามารถใช้สิทธิประกันสังคมได้ไหม?
หากมีสิทธิประกันสังคมอยู่ จะไม่สามารถใช้สิทธิบัตรทองได้พร้อมกัน ทั้งสองสิทธิเป็นคนละกองทุนกัน และตามกฎหมายแล้ว คนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับหลักประกันสุขภาพของรัฐเพียงสิทธิเดียวเท่านั้น
คำถามข้อที่ 7 ถ้าอยากใช้ห้องพิเศษ ต้องจ่ายเพิ่มไหม?
บัตรทองและประกันสังคมจะให้สิทธิห้องรวมเป็นหลัก ถ้าอยากใช้ห้องพิเศษในโรงพยาบาลเอกชน ต้องออกเงินเอง
อัปเดตปี 2569 สิทธิประกันสังคมที่ได้รับ เมื่อต้องจ่ายเพิ่ม 875 บาท/เดือน
ปัจจุบันปี 2569 ทางสำนักงานประกันสังคมได้มีการอัปเดตสิทธิประกันสังคมใหม่ โดยอ้างอิงตามการปรับฐานเพดานค่าจ้าง โดยมีสรุปตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสิทธิประกันสังคม แบบเดิม กับ แบบใหม่ที่มีการปรับปรุงในปี 2569 ดังนี้
ตารางเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ (มาตรา 33)
แบบเดิม (ก่อนปี 2569) | แบบใหม่ (เริ่ม ม.ค. 2569) | |
เพดานค่าจ้างสูงสุด | 15,000 บาท | 17,500 บาท |
เงินสมทบสูงสุด/เดือน | 750 บาท | 875 บาท |
เจ็บป่วย | สูงสุด 7,500 บาท/เดือน | สูงสุด 8,750 บาท/เดือน |
ทุพพลภาพ | สูงสุด 7,500 บาท/เดือน | สูงสุด 8,750 บาท/เดือน |
ว่างงาน | ลาออก สูงสุด 4,500 บาท/เดือน | ลาออก 30% เป็นระยะเวลา 90 วัน สูงสุด 15,750 บาท |
เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร | สูงสุด 22,500 บาท/ครั้ง | 26,250 บาท/ครั้ง |
เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต | 90,000 บาท* | 105,000 บาท* |
*เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตคำนวณตามหลักเกณฑ์เงินเดือนเฉลี่ย โดยตัวเลขข้างต้นเป็นประมาณการสูงสุดตามฐานค่าจ้างใหม่
ทำไมถึงควรมีประกันสุขภาพเสริม แม้จะมีบัตรทองหรือประกันสังคมแล้ว?
หลายคนคิดว่า มีบัตรทองหรือประกันสังคมก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำประกันเสริม เพราะหลักประกันสุขภาพรัฐทุกอย่างฟรีหมด แต่จริง ๆ แล้ว มีข้อจำกัดที่อาจส่งผลกระทบทางการเงินอยู่
บัตรทอง
ครอบคลุมเฉพาะ การรักษาพื้นฐาน ในโรงพยาบาลรัฐตามสิทธิที่ลงทะเบียน
ข้อจำกัด บางหัตถการ เช่น ห้องพิเศษ, ยานอกบัญชี, อุปกรณ์พิเศษ อาจต้องจ่ายเอง
ประกันสังคม
ครอบคลุมมากกว่า แต่ต้องใช้โรงพยาบาลที่เลือกไว้ และบางกรณีต้องทำเรื่องขออนุมัติ
ข้อจำกัด การรักษาขั้นสูงบางอย่าง เช่น Targeted Therapy หรือการผ่าตัดบางกรณีต้องจ่ายเพิ่มเอง
กรณีวันหนึ่งคุณป่วยหนัก ต้องหยุดงาน 3-6 เดือน รายได้หายไปทันที คุณมีเงินสำรองพอไหม ตรงนี้ที่คนส่วนใหญ่ มองข้ามไป ประกันสุขภาพเสริม ไม่ได้ช่วยแค่ค่ารักษา แต่ช่วยทดแทนรายได้เวลาหยุดงานด้วย!
สำหรับคนวัยทำงาน เราทำงานเพื่อมีรายได้ แต่ถ้าวันหนึ่งเราป่วยหนัก รายได้จะหายไปทันที! นี่คือเหตุผลว่าทำไมประกันสุขภาพเสริมถึงสำคัญ
ประกันสุขภาพเสริมช่วยอะไรบ้าง? เปรียบเทียบสิทธิพื้นฐาน vs ประกันสุขภาพเสริม
ประกันสุขภาพเช่วยเติมเต็มช่องว่างที่บัตรทอง และประกันสังคมครอบคลุมไม่พอ เช่น
เข้าโรงพยาบาลเอกชนได้ทันที ไม่ต้องรอคิว
เลือกโรงพยาบาลเองได้ ไม่ต้องจำกัดตามสิทธิ
คุ้มครองโรคร้ายแรง เช่น Targeted Therapy สำหรับมะเร็ง
ค่าชดเชยรายได้ ถ้าป่วยจนทำงานไม่ได้
หากใครต้องการประกันสุขภาพเสริม พรูเด็นเชียลก็มีประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของชาววัยทำงาน อย่างประกัน พรูเหมาเหมาดับเบิลชัวร์ แผนประกันชีวิตและสุขภาพ เหมาจ่ายค่ารักษาผู้ป่วยในตามจริง ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าผ่าตัด ค่ารถพยาบาล รวมถึงสามารถเลือกความคุ้มครองเพิ่มสำหรับ OPD, โรคร้ายแรง และค่าชดเชยรายได้ได้อีกด้วย
สุดท้ายแล้ว สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราวางแผนไว้ก่อน เราก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย