ในปัจจุบันโรคหัวใจเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยมากขึ้น ซึ่งนอกจากการดูแลร่างกาย เพื่อลดความเสี่ยงของโรคแล้ว การเตรียมความพร้อมด้านค่ารักษาโรคหัวใจก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าถ้าหากต้องเผชิญกับโรคหัวใจขึ้นมาจริง ๆ ทั้งตนเองหรือและคนในครอบครัว จะได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที

 

โรคหัวใจที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง ?

โรคหัวใจมีหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีความรุนแรงและวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไป โดยที่พบได้เป็นส่วนใหญ่ มีดังนี้

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน

สาเหตุ

เกิดจากไขมันสะสมในบริเวณผนังหลอดเลือดหัวใจ ทำให้หลอดเลือดแคบตีบลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่ การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน 

อาการ

  • เจ็บแน่นหน้าอก โดยเฉพาะเวลาออกแรงหรือเครียด

  • หายใจไม่อิ่ม 

  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ

  • หากหลอดเลือดตีบลงจนอุดตัน เสี่ยงเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย เนื่องจากไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงผนังหัวใจ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต 

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

สาเหตุ

เกิดจากความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในหัวใจ อาจเป็นผลมาจากพันธุกรรม การขาดเลือดที่หัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือการเสียสมดุลของสารแร่ธาตุในร่างกาย 

อาการ

  • หัวใจเต้นช้าผิดปกติ คือน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที 

  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ คือเร็วกว่า 100 ครั้งต่อนาที

  • หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ เช่น เต้น ๆ หยุด ๆ หรือเต้นเร็วสลับเต้นช้า 

  • อาการแสดงร่วม เช่น หน้ามืด วิงเวียน เป็นลมง่าย และในบางกรณีอาจมีอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

โรคลิ้นหัวใจตีบและรั่ว

สาเหตุ

ความพิการของลิ้นหัวใจตั้งแต่กำเนิด รวมถึงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus จากโรคไข้รูมาติกในวัยเด็ก หรือหินปูนเกาะที่ลิ้นหัวใจ จนทำให้เกิดภาวะลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว 

อาการ

  • เวียนศีรษะหรือหน้ามืด

  • เหนื่อยง่ายและอ่อนเพลีย 

  • เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก

  • หายใจลำบาก 

  • ขาบวมและท้องบวม

  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ 

โรคลิ้นหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อ

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อโรคที่เข้าสู่กระแสเลือด เช่น เชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราที่ติดเชื้อในบริเวณลิ้นหัวใจ โดยเฉพาะในผู้ที่มีลิ้นหัวใจเทียม หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

อาการ

  • มีไข้ต่ำเรื้อรัง 

  • หัวใจเต้นผิดปกติหรือเสียงหัวใจเปลี่ยนไป

  • อาการอ่อนเพลียหรือเหนื่อยล้า 

  • อาจมีจุดแดงหรือจุดเลือดออกที่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้า

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

สาเหตุ

เกิดจากความผิดปกติในการพัฒนาของหัวใจและหลอดเลือดในช่วงที่ทารกยังอยู่ในครรภ์ ปัจจัยเสี่ยงมาจากพันธุกรรม รวมถึงโรคติดเชื้อของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ เช่น หัดเยอรมัน หรือการขาดสารอาหารที่จำเป็น 

อาการ

  • ทารกมีอาการหายใจลำบากหรือหอบเหนื่อย

  • ตัวเขียว โดยเฉพาะบริเวณริมฝีปากและปลายนิ้ว เนื่องจากเลือดมีออกซิเจนน้อย 

  • น้ำหนักตัวเพิ่มน้อย เจริญเติบโตช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน

  • อาจพบอาการบวมน้ำบริเวณขาหรือเท้า 

โรคหัวใจมีค่าใช้จ่ายที่ควรรู้อะไรบ้าง ?

การรักษาโรคหัวใจมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่แตกต่างกันไป ดังนี้

ค่าทำบอลลูนหัวใจ

การทำบอลลูนหัวใจเป็นหัตถการที่ช่วยขยายหลอดเลือดหัวใจที่ตีบหรือตัน เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ซึ่งค่ารักษาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 185,000 บาท

ค่าผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ

การผ่าตัดนี้จำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่ลิ้นหัวใจเสื่อมหรือมีปัญหา เช่น ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว ค่าใช้จ่ายประมาณ 800,000 บาท 

ค่าใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ ใช้สำหรับผู้ที่มีปัญหาหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเครื่องจะช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้ปกติ ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นจะอยู่ที่ 792,000 บาท

ค่าผ่าตัดบายพาสหัวใจ

การผ่าตัดบายพาสหัวใจเป็นวิธีการสร้างทางเชื่อมหลอดเลือดใหม่ เพื่อทดแทนหลอดเลือดหัวใจเส้นที่ตีบหรือตัน โดยการผ่าตัดบายพาสหัวใจ มีราคาค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 650,000 บาท 

ค่าผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจเอออร์ตาโป่งพอง

การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเส้นเลือดแดงเอออร์ตาโตเร็วผิดปกติ  หรือพองโตจนมีความเสี่ยงต่อการปริแตก ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 768,000 บาท

ค่าจี้ไฟฟ้าหัวใจ

การจี้ไฟฟ้าหัวใจเป็นหัตถการที่ใช้กระแสไฟฟ้าความถี่สูงเพื่อรักษาผู้ที่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะ ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 100,000 บาท

** ค่ารักษาพยาบาลโดยประมาณ เป็นข้อมูลในปี 2566-2567 จึงมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ควรอัปเดตค่ารักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลที่ต้องการเข้ารับการรักษา

ที่มา : โรงพยาบาลเปาโล, โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ

 

เคล็ดลับการวางแผนทางการเงินเพื่อค่ารักษาโรคหัวใจ

เมื่อรู้กันไปแล้วว่าค่าทำบอลลูนหัวใจ รวมถึงค่ารักษาโรคหัวใจโตมีราคาอยู่ที่ระดับใดบ้าง การวางแผนทางการเงินล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยมีวิธีการดังนี้

ออมเงินสำรอง

การเก็บเงินสำรองสำหรับค่ารักษาพยาบาลช่วยสร้างความมั่นใจว่าจะมีเงินพร้อมใช้ในยามจำเป็น โดยแนะนำให้กันเงินสำรองอย่างน้อย 6-12 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น 

ลงทุนให้เงินออมงอกเงย

การลงทุนเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มมูลค่าเงินออมในระยะยาว โดยสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนรวม พันธบัตรรัฐบาล เพื่อให้ผลตอบแทนจากการลงทุน กลายมาเป็นเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายในอนาคต

เตรียมความพร้อมด้านค่ารักษาพยาบาล

เพราะโรคหัวใจสามารถเกิดขึ้นได้แบบไม่มีสัญญาณล่วงหน้า การเตรียมความพร้อมด้านค่ารักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วยจึงเป็นเรื่องไม่ควรมองข้าม โดยสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการทำประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์ ซึ่งการวางแผนล่วงหน้านี้ไม่เพียงช่วยลดความกังวลในยามฉุกเฉิน แต่ยังเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงทีด้วย 

มาสร้างหลั​กประกันสุขภาพให้แก่ตนเองและคนในครอบครัว ด้วยการเลือกซื้อประกันสุขภาพ กับพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต เพื่อรับความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาลหากเกิดโรคที่ไม่คาดคิดได้อย่างอุ่นใจ