วงเวลาเช้า ๆ ของทุกวันนี้ ออกจากบ้านก็จะเจอกับฝุ่นควันสีขาวลอยเต็มอยู่ในอากาศ แถมค่าฝุ่นที่วัดได้ยังอันตรายต่อสุขภาพไปอีก​ โดยในช่วงต้นปี 2568 ค่าฝุ่นเกิน PM2.5 อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่ง จ.นครปฐมมีค่าฝุ่นสูงที่สุดที่ 176 US AQI​ แล้วอย่างนี้เราจะใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร ในวันที่​​ฝุ่น PM2.5​​ กำลังบุกมาทำร้ายสุขภาพของทุกคน  

ฝุ่น PM2.5 ​​คืออะไร ทำไมถึงอันตราย ?

​ฝุ่น PM2.5​​ คือ ฝุ่นที่มีอนุภาคขนาดเล็ก มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน ซึ่งเป็นขนาดที่เล็กกว่าเส้นผมถึง 20-40 เท่า (เส้นผมคนเรามีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย 50-100 ไมครอน) แม้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ก็สามารถผ่านระบบหายใจเข้าไปในปอด ไปถึงถุงลม และเข้าสู่กระแสเลือด ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ตามมา

​ฝุ่น PM2.5 เกิดจากอะไร​ ?

​​การแก้ปัญหา​​ฝุ่น PM2.5​​ เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้ความร่วมมือกันทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยพยายามร่วมกันลดสาเหตุดังต่อไปนี้ ​

  • ​​ไอเสียจากรถยนต์และการจราจร​​ การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ทำให้เกิด​​ฝุ่น PM2.5 ​​โดยเฉพาะในเมืองหรือพื้นที่ที่การจราจรติดขัด ก็จะยิ่งเพิ่มปริมาณของฝุ่นมากยิ่งขึ้น ​

  • ​​โรงงานอุตสาหกรรม​​ เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ​

  • ​​การเผาในที่โล่ง​​ เช่น การเผาเศษวัสดุ การเผาเพื่อเตรียมการเพาะปลูก รวมถึงไฟป่า และการหุงอาหารด้วยฟืนหรือไม้ ​ 

  • ​​สภาพแวดล้อม​​ ในช่วงที่ความกดอากาศสูง และสภาพอากาศนิ่ง หรือภูมิประเทศที่ทำให้เกิดสภาวะอากาศปิด จะทำให้ฝุ่นแขวนลอยในอากาศและสะสมอยู่นาน    ​

ปัญหา​​ฝุ่น PM2.5​​ ในไทยมักเกิดในช่วงเวลาไหน ?

จริงแล้วในแต่ละภูมิภาคของไทย จะเกิดปัญหา​​ฝุ่น PM2.5​​ ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน แต่แตกต่างกันตามภูมิภาคและฤดูกาล ดังต่อไปนี้ ​

  • ​​พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ​​มักเกิดในช่วงฤดูหนาว เดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ​

  • ​​ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก ​​ช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม เนื่องจากมีการเผาพื้นที่เกษตรภายในพื้นที่และจากประเทศเพื่อนบ้าน​

  • ​​ภาคเหนือและภาคกลาง ​​ช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม ได้รับอิทธิพลจากความกดอากาศต่ำจากกรุงเทพมหานคร ​ 

  • ​​ภาคใต้​​ ช่วงสิงหาคม-ตุลาคม จากการเผาพื้นที่เกษตรในประเทศและจากประเทศเพื่อนบ้าน​

​ฝุ่น PM 2.5 กระทบต่อร่างกายอย่างไรบ้าง​ ?

​​ปกติแล้วร่างกายของเราจะมีกลไกการป้องกันฝุ่นและสิ่งสกปรก ไม่ให้รุกล้ำเข้าไปสะสมจนทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ แต่ด้วยฝุ่น​ PM2.5​ ที่มีขนาดเล็กมาก จึงสามารถเล็ดลอดเข้าไปสะสมภายในอวัยวะของร่างกาย จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้ ​

  • ​​ระบบทางเดินหายใจ​​ ตั้งแต่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง ไอ หายใจลำบาก รวมถึงการกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ หอบหืด และลดประสิทธิภาพการทำงานของปอด ​

  • ​​ดวงตา​​ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่ตา ตาแห้ง และอาจจะทำให้จอประสาทตาผิดปกติได้ ​

  • ​​หัวใจและหลอดเลือด​​ ทำให้เกิดตะกอนภายในหลอดเลือด เสี่ยงต่อโรคหัวใจวาย หลอดเลือดสมองตีบได้ นอกจากนี้ ยังทำให้ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองตีบหรือแตกอีกด้วย

5 อันดับโรคที่เกิดจากฝุ่น ในปี พ.ศ. 2563-2566

  1. ​​โรคหอบหืด​​ มีอาการเหนื่อยหอบแน่นหน้าอก เกิดจากการอักเสบเรื้อรังจากหลอดลม​ 

  2. โรคมะเร็งปอด ​​เกิดจากการสะสมของฝุ่น PM2.5 และสารพิษอื่น ๆ ในระยะยาว ​

  3. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ/อุดตัน​ ​เกิดการสะสมของฝุ่นและไขมัน ทำให้เลือดไหลไปหัวใจได้น้อยลง​

  4. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ​​ เกิดจากความเครียด ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากการสูดดมมลพิษเป็นเวลานาน ​

  5. โรคหลอดเลือดสมอง ​​ฝุ่นเข้าไปสะสมในหลอดเลือด จนเกิดการตีบและตัน​ 

​​(ข้อมูลจาก นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย)​

อยู่​​อย่างไร​​ให้รอด ในยุค “ชีวิตเปื้อนฝุ่น” ​?

​​ในช่วงที่​​ฝุ่น PM2.5​​ อยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ เราจะมี​​วิธีป้องกันฝุ่น PM2.5 ​​อย่างไรบ้าง ? ที่จะบรรเทาเบาบางผลกระทบต่อสุขภาพได้ ​

Check list ก่อนออกจากบ้านยุคนี้ !

  1. ​​ใส่หน้ากาก N95​ ​ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน หรืออยู่กลางแจ้ง เนื่องจากเป็นหน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นขนาด 2.5 ไมครอนได้ จึงช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองที่จะเข้ามาสะสมภายในร่างกาย ​

  2. ติดตามระดับ PM 2.5 ด้วยเครื่องวัดฝุ่นละออง​​ และตรวจสอบค่าฝุ่นในพื้นที่ที่จะเดินทางไปจากบน​เว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษ​และหน่วยงานต่าง ๆ หากพบว่าสูงเกินมาตรฐานให้หลีกเลี่ยงการอยู่ภายนอกเป็นเวลานาน   ​

  3. พกเครื่องกรองอากาศพกพา ​​ที่มี HEPA Filter ติดตัว ​​ช่วยดักจับอนุภาคขนาดเล็กได้ ​

วิธีกำจัดสารพิษที่มากับฝุ่นออกจากร่างกาย

​​นอกจากการป้องกันฝุ่นที่กล่าวมาแล้ว ยังมีวิธีกำจัดสารพิษที่กับฝุ่นออกจากร่างกายได้แบบง่าย ๆ ดังต่อไปนี้ ​

  • ​​รับประ​​ทานอาหารที่มีกลูตาไธโอน​​ เพราะกลูตาไธโอนเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์ช่วยขับสารพิษในตับได้​

  • ​​ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง 2 แก้ว​​ หลังตื่นนอนในตอนเช้า ช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกายได้เป็นอย่างดี​

  • ​​นวดกดจุด​​ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีน ช่วยขับสารพิษออกจากปอด ปรับสมดุลสุขภาพปอด​ 

  • ​​คีเลชั่นบำบัด​​ ช่วยล้างสารพิษโลหะหนัก พร้อมลดค่าการอักเสบในร่างกาย​

 

​​เมื่อเราหนี​​ฝุ่น PM 2.5​​ ในเร็ววันนี้ไม่ได้ ก็ควรเตรียมพร้อมรับมือด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย กำจัดสารพิษตกค้างอย่างถูกวิธี หรือเพิ่มความอุ่นใจให้ตัวเองด้วย​ประกันสุขภาพ​ จากพรูเด็นเชียล​​ ประกันชีวิต ไม่ต้องสำรองจ่ายเมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในเครือข่ายกว่า 500 แห่ง ทั่วประเทศไทย คุ้มครองทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเด็ก ผู้สูงอายุ หรือวัยทำงาน สามารถเลือกประกันที่เหมาะกับความต้องการของคุณได้เลย ​