เพราะอายุขัยของคนเราดูจะยาวขึ้นเรื่อย ๆ ตามยุคสมัยของเทคโนโลยี วัย 30+ สมัยนี้เลยดูเหมือนจะยังเป็นวัยรุ่นตอนโต ชาว 30+ ส่วนมากกำลังสนุกกับการใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงให้สมกับการทำงานหนักมาตลอดหลายปี แต่เชื่อไหมว่านอกจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตในวัยนี้จะส่งผลไปถึงสุขภาพโดยรวมในระยะยาวแล้ว ร่างกายของคนวัย 30+ นี่ล่ะ ที่กำลังเข้าสู่สเตจแรกของการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ระบบ และแทบจะทั้งหมดคือการเดินถอยหลัง หลังจากเจริญเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์มาอย่างเต็มที่นาน 30 ปีแล้ว

 

ถ้าอยากจะมีสุขภาพดีแข็งแรงแบบยั่งยืนในวัย 40 50 60 70 80 ปี หรือที่เรียกว่า แก่แบบมีคุณภาพ เราบอกได้เลยว่า ชาว 30+ ต้องเริ่มรู้จักร่างกายตัวเองตั้งแต่วันนี้ ด้วยการวางรากฐานสุขภาพในระยะยาว พฤติกรรมในช่วงวัยนี้สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการกิน การดูแลตัวเอง การจัดการชีวิต การทำงาน ล้วนส่งผลต่อสุขภาพในอนาคตทั้งสิ้น

เมื่ออายุขึ้น 30+ ร่างกายเราจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?

ที่เห็นชัด ๆ เลยแบบที่หลายคนได้ประสบพบเจอมาแล้วทั้งอาการปวดเมื่อยเนื้อตัวตอนตื่นเช้า หรือเหนื่อยง่ายกว่าเดิมแบบเห็นได้ชัด ยังมีหลายคนที่กระดูกข้อเข่าเริ่มดังกร๊อบแกร็บเวลาจะลุกจะนั่ง อาการเหล่านี้มันเกิดจากอะไรมาดูกัน

1. ระบบเผาผลาญเริ่มเสื่อมถอย

การเผาผลาญของร่างกายทำงานช้าลง ระบบการทำงานในการดึงพลังงานจากอาหารที่รับประทานไปใช้งานช้าลง จึงทำให้เกิดไขมันสะสมไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น บริเวณหน้าท้อง ต้นขา เป็นต้น

สัญญาณเตือนว่าระบบเผาผลาญเริ่มช้าลง

  • น้ำหนักขึ้นง่าย แม้กินเท่าเดิม ควบคุมน้ำหนักได้ยากขึ้น รู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง

  • พลังงานที่ได้จากอาหารถูกนำไปใช้ได้น้อยลง ส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลีย

  • หิวง่าย หรืออยากของหวานบ่อย ระบบเผาผลาญที่ไม่สมดุลอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่ ส่งผลให้รู้สึกหิวบ่อย โดยเฉพาะของหวาน

  • ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง มีอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือระบบขับถ่ายไม่สม่ำเสมอ การที่ระบบเผาผลาญช้าลง ทำให้กระบวนการย่อยทำงานไม่เต็มที่

2. ระดับสมดุลฮอร์โมนเริ่มไม่สมดุลอีกต่อไป

ฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญในการควบคุมระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการนอน การเผาผลาญพลังงาน อารมณ์ ระดับฮอร์โมนที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ซึ่งมีฮอร์โมนหลัก ได้แก่ เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน เริ่มลดลงทีละน้อยตั้งแต่อายุ 30 ปีปลาย ๆ จนเข้าสู่ช่วงก่อนวัยหมดประจำเดือน หรือผู้ชายจะมีการลดลงของฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน อย่างช้า ๆ หลังอายุ 30 ปี การลดลงของฮอร์โมน สามารถส่งผลต่อทั้งสุขภาพร่างกาย อารมณ์ และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

สัญญาณเตือนว่าฮอร์โมนเริ่มเปลี่ยนแปลง

  • ผู้หญิง ประจำเดือนเริ่มมาไม่สม่ำเสมอ อารมณ์แปรปรวนง่าย หงุดหงิด หรือซึมเศร้า ความต้องการทางเพศลดลง มีปัญหาการนอนหลับ ผิวพรรณแห้ง ขาดความชุ่มชื้น น้ำหนักขึ้นง่ายแม้จะกินเท่าเดิม

  • ผู้ชาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง เหนื่อยง่าย ขาดพลังงาน สมรรถภาพทางเพศลดลง มีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย เช่น หงุดหงิดหรือซึมเศร้า ความจำหรือสมาธิลดลง

3. มวลกล้ามเนื้อลดฮวบ มวลกระดูกลดลง

การลดลงของมวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น ขนาดมวลกล้ามเนื้อจะเริ่มลดลง หลังจากอายุ 30 ปี อัตราการลดลงของมวลกล้ามเนื้อจะเกิดขึ้นร้อยละ 3 - 8 % ทุก ๆ 10 ปี ในผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายด้วยแรงต้าน ส่งผลให้การเคลื่อนไหวในลักษณะต่าง ๆ ไม่คล่องตัว ส่วนมวลกระดูกมีการลดลงอย่างมากเมื่ออายุเพิ่มขึ้น อัตราการลดลงมวลกระดูกจะเกิดขึ้นมากกว่ามวลกล้ามเนื้อ โดยหลังจากอายุ 50 ปี มวลกระดูกจะลดลงร้อยละ 30 ในทุก ๆ 10 ปี ทำให้กระดูกเปราะและหักง่าย การเคลื่อนไหวข้อต่าง ๆ เกิดการตึงแข็ง อักเสบ และติดเชื้อได้ง่าย ในขณะเดียวกัน มวลกระดูกก็มีแนวโน้มลดลง ในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน ซึ่งฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยรักษาความแข็งแรงของกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนและกระดูกหักสูงขึ้น

สัญญาณเตือนเมื่อมวลกล้ามเนื้อและกระดูกเสื่อมลง

  • อ่อนแรงง่าย รู้สึกเหนื่อยง่าย เคยยกของหนักได้ แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าแรงลดลง เดินขึ้นบันไดแล้วเหนื่อยเร็ว หรือขาไม่มีแรง เดินช้าลง หรือเดินได้ระยะทางสั้นลง

  • รูปร่างเริ่มเปลี่ยน หน้าท้องเริ่มยื่น ไหล่ห่อ หรือดูแคบลง เป็นผลจากการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อบริเวณแกนกลางลำตัวและไหล่

  • ปวดข้อ ปวดหลัง ปวดเข่า กระดูกที่บางลง หรือมวลกระดูกที่ลดลงทำให้รองรับน้ำหนักได้น้อยลง เกิดแรงกดในข้อต่อ ทำให้รู้สึกปวดหรือเสี่ยงต่อกระดูกพรุน

  • ส่วนสูงลดลง หากส่วนสูงลดลงมากกว่า 1 - 2 เซนติเมตรในช่วงไม่กี่ปี อาจเป็นสัญญาณของกระดูกสันหลังที่ยุบตัวจากการสูญเสียมวลกระดูก

4. คลอเรสเตอรอลสูงง่าย ลดยาก

ไขมันชนิดต่าง ๆ ที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด ซึ่งมีทั้งชนิดดี (HDL) และชนิดไม่ดี (LDL) ที่มีผลต่อสุขภาพร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกายจะลดลง ฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมระดับไขมันก็ลดลงตาม ส่งผลให้ไขมันในเลือดมีแนวโน้มสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง ไขมันส่วนเกินในร่างกายจะสะสมง่ายขึ้น ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์และ LDL เพิ่มสูง ความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ไขมันในเลือดสูงจะไปสะสมในผนังหลอดเลือด เกิดการตีบแคบและแข็งตัว เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ หลอดเลือดสมองอุดตัน และ ความดันโลหิตสูง เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ เกี่ยวข้องกับภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งของเบาหวานในผู้สูงอายุ

สัญญาณเตือนเมื่อไขมันในเลือดเริ่มสูง

แม้ไขมันในเลือดสูงจะไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่มีสัญญาณบางอย่างที่อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติ เช่น

  • อ่อนเพลีย เมื่อไขมันอุดตันในหลอดเลือด การไหลเวียนของเลือดไปยังกล้ามเนื้อลดลง ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย

  • น้ำหนักตัวเพิ่ม โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ไขมันหน้าท้องมักเกี่ยวข้องกับระดับไขมันในเลือดและภาวะดื้อต่ออินซูลิน

  • เจ็บแน่นหน้าอกเป็นพัก ๆ หากไขมันในเลือดสูงจนเริ่มอุดตันหลอดเลือดหัวใจ อาจรู้สึกเจ็บแน่นหรือจุกเสียดบริเวณหน้าอก โดยเฉพาะเวลาออกแรง

 5. ความดันโลหิตสูงง่าย ต่ำง่าย

เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดในร่างกายจะเริ่มแข็งตัวและสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้หัวใจต้องใช้แรงมากขึ้นในการสูบฉีดเลือด ส่งผลให้ค่าความดันโลหิตสูงขึ้น แม้จะดูเหมือนเป็นอาการทั่วไป แต่หากปล่อยไว้นานก็อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่อวัยวะสำคัญต่าง ๆ ในร่างกาย ได้แก่ สมอง หัวใจ ไต ตา และหลอดเลือด ส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานไม่เป็นปกติ นำมาสู่ภาวะแทรกซ้อนและโรคต่าง ๆ เช่น โรคอัมพฤกษ์-อัมพาต โรคหัวใจ โรคไต

สัญญาณเตือนเมื่อมีอาการความดันโลหิตสูง

  • ปวดศีรษะบ่อย โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอยในตอนเช้า

  • มึนงง วิงเวียนศีรษะ เมื่อเปลี่ยนท่าทางกะทันหัน เช่น ลุกนั่งเร็ว ๆ

  • เหนื่อยง่าย ใจสั่น แม้ไม่ได้ออกแรงมาก

 

พฤติกรรมเสี่ยงที่เร่งให้สุขภาพถดถอยไวกว่าเดิมอีก

บอกได้เลยว่าจะยิ่งแย่ไปกว่าเดิมเสียอีก ถ้าคนวัย 30+ ยังคงมีพฤติกรรมเหล่านี้

  • Work from Home จนกลายเป็น Work from Bed เชื่อว่าชาว work from home หลายคนนั่งทำงานบนเตียงทั้งวัน ไม่ขยับ ไม่ลุกไปไหน นำไปสู่ภาวะโรคอ้วน ไขมันพอกตับ และโรคเรื้อรังอื่น ๆ ตามมา

  • ขี้เกียจออกกำลังกาย เพราะ “ไม่มีเวลา” ช่วงที่ชีวิตเต็มไปด้วยภาระ ทั้งงาน ครอบครัว ทำให้หลายคนอ้างว่า ไม่มีเวลาออกกำลังกาย” ไขมันสะสมเพิ่มขึ้น ระบบเผาผลาญลดลง ไม่มีอะไรที่ดีต่อร่างกายเลย

  • นอนดึก ตื่นสาย นอนดึกเพราะติดซีรีส์ นอนไม่หลับเพราะเครียดจากงาน ใช้มือถือก่อนนอน จนรบกวนวงจรการนอนหลับ ระยะยาวจะส่งผลต่อสมอง ความจำ ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบเผาผลาญทำงานผิดปกติ ฮอร์โมนถูกรบกวน เสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลิน อ้วนง่าย และเกิดปัญหาสุขภาพระยะยาว

  • พฤติกรรมการกินที่เน้นสะดวกหรือพึ่งแต่เดลิเวอรี ด้วยเวลาจำกัด หลายคนหันไปพึ่งอาหารสำเร็จรูป หรือเดลิเวอรีที่มักมีไขมัน แป้ง และโซเดียมสูง เพิ่มโอกาสเกิดโรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูงในวัยที่ยังไม่ควรจะเป็น

  • เครียดสะสม หมดไฟในการทำงาน ภายนอกหลายคนยังทำงานได้ดี แต่ภายในกลับรู้สึกหมดแรง ขาดแรงบันดาลใจ เบื่อหน่ายกับสิ่งเดิม ๆ ซึ่งหากปล่อยไว้นานจะส่งผลต่อสุขภาพจิตและร่างกายอย่าง เช่น ภาวะซึมเศร้า อ่อนล้าเรื้อรัง หรือแม้กระทั่งโรคทางกายจากความเครียดสะสม

 

สร้างรากฐานสุขภาพดีระยะยาว เริ่มง่าย ๆ ที่วัย 30+

การดูแลสุขภาพตั้งแต่วัย 30+ คือการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่า วัยนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญของสุขภาพที่ควรเริ่มดูแลอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการเสื่อมถอยของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย สร้างพื้นฐานให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรง จิตใจที่มั่นคง จะช่วยให้มีสุขภาพที่ดี คุณภาพชีวิตดี แม้จะอยู่ในวัย 60 ปี 70 ปี หรือแม้แต่ 90 ปี ก็ตามเทรนด์ Longevity ที่คนยุคนี้ใฝ่หาก็เกิดมาจากโลกที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีเต็มตัว การแพทย์ที่ก้าวหน้าทำให้อายุขัยของคนเรายืนยาวมากขึ้น เมื่อเราล้มเจ็บและเสียชีวิตกันช้าลง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงตามมาคือ ช่วงชีวิตในวัยปั้นปลายของเราจะสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ขนาดไหน พูดง่าย ๆ ก็คือการมีอายุยืน ไม่ใช่แค่มีอายุยาวนาน แต่คือการมีชีวิตที่ดี แข็งแรง และมีคุณภาพในทุก ๆ ด้าน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพร่างกาย การจะมีชีวิตชีวิตยืนยาวแบบมีคุณภาพ ต้องเริ่มจากสิ่งง่าย ๆ เหล่านี้ที่เราสร้างเองได้ และต้องสร้างตั้งแต่วัย 30+ นี้เลย

  1. ยกเวทหรือออกกำลังกายที่มีแรงต้านอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยรักษาและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ช่วยเผาผลาญดีขึ้นและลดความเสี่ยงการล้มในวัยชรา

  2. เสริมสร้างกระดูกด้วยการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทก เช่น เดินเร็ว กระโดดเชือก และทานแคลเซียม-วิตามินดีให้เพียงพอ ป้องกันโรคกระดูกพรุนในอนาคต

  3. เลือกกินอาหารให้ดีกว่าเดิม เลี่ยงน้ำตาลและแป้งขัดสี เปลี่ยนการกินข้าวขาวหรือขนมปังขาวเป็นข้าวกล้องหรือขนมปังโฮลวีท จะช่วยรักษาระบบเผาผลาญให้ทำงานมีประสิทธิภาพ

  4. นอนหลับให้เพียงพอ ลดความเครียด ทำกิจกรรมที่เติมเต็มจิตใจ เช่น อ่านหนังสือ เดินเล่น ทำงานฝีมือ จะช่วยกระตุ้นฮอร์โมนความสุข ให้หลั่งอย่างสมดุล

  5. ตรวจสุขภาพประจำปี รู้ก่อน ป้องกันได้ ควรเริ่มตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ให้ความสำคัญกับค่าต่าง ๆ ในผลตรวจ เพื่อให้สามารถควบคุมและปฏิบัติตัวเพื่อให้สุขภาพอยู่ในเกณฑ์ปกติ

 

อยากสุขภาพดีในวันหน้า ต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ถ้าทำดีที่สุดแล้วก็มั่นใจได้เลยว่าชีวิตยืนยาวแบบคุณภาพดีรอเราอยู่แน่นอน และเพิ่มความอุ่นใจด้านสุขภาพด้วยประกันสุขภาพ จากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย ที่พร้อมดูแลคุณและคนที่คำคุณรัก เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในทุกวัน