ทุกฟิล์มเอ็กซเรย์ที่มีฝ้าขาวจุดเล็ก อาจหมายถึงชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หลายคนคิดว่าโรคร้ายอย่างมะเร็งยังไกลตัว โดยเฉพาะคนวัยทำงานอายุ 25-40 ปี แต่ความจริงคือโรคภัยไข้เจ็บไม่ได้เลือกอายุ อยากจะเป็นตอนไหนก็เป็นได้ อย่างโรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน เส้นเลือดสมองตีบหรือแตก หรือแม้แต่โรคมะเร็ง ปัจจุบันพบผู้ป่วยอายุน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะวิถีชีวิตที่เร่งรีบ เครียด พักผ่อนน้อย และรับประทานอาหารแปรรูปมากขึ้น

สัญญาณโรคร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

นพ.อรรถพล นันท์ธนะวานิช แพทย์เฉพาะทางด้านรังสีวินิจฉัย เผยว่า จุดสีขาวเล็ก ๆ บนฟิล์มเอ็กซเรย์ปอด อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งปอด หากละเลยการตรวจเพิ่มเติม อาจทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาล

สรุป 8 สัญญาณเตือนสุขภาพที่ควรรีบตรวจ

  1. ไอเรื้อรัง เสียงแหบ หรือกลืนลำบาก

  2. เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

  3. คลำได้ก้อนที่คอ รักแร้ ขาหนีบ หรือเต้านม

  4. แผลในปากไม่หายภายในหลายสัปดาห์

  5. กลืนลำบาก

  6. ปวดท้องเรื้อรัง

  7. ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายมีมูกเลือดปน

  1. ผื่นตามตัวที่ไม่หายมาหลายเดือน

มีหลายสัญญาณที่เตือนที่เราสามารถสังเกตได้ อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งกังวลจนเกินไป ไม่ใช่ทุกอาการจะจบที่โรคร้ายเสมอไป อาการเหล่านี้เป็นเพียงการบ่งชี้ให้เราสังเกตและรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้ชัดเจนเท่านั้น

มะเร็งเกิดจากอะไร? ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้

มะเร็งคือการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย โดยปกติแล้ว ร่างกายของเรามีการซ่อมแซม สร้างเซลล์ขึ้นใหม่ตลอดเวลาเพื่อทดแทนเซลล์เก่าที่ตายไป เปรียบเสมือนโรงงานผลิตสินค้า และเซลล์มะเร็งก็เหมือนสินค้าที่หลุด QC มีความผิดปกติในระดับ DNA แต่ตรวจจับไม่ได้เลยทำให้มันเจริญเติบโตอย่างควบคุมไม่ได้ กลายเป็นก้อนเนื้อที่ไปรบกวนการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และในที่สุดก็แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ

โดยปัจจัยเสี่ยงที่พบได้บ่อย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม

  • ควบคุมไม่ได้ คือ พันธุกรรม, อายุ ยิ่งอายุมากขึ้นก็มีโอกาสเป็นมากขึ้น

  • ควบคุมได้ คือ พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ (เป็นสาเหตุของมะเร็งปอด ช่องปาก กล่องเสียง), การทานอาหารแปรรูป (มะเร็งลำไส้ใหญ่), การดื่มแอลกอฮอล์ (มะเร็งตับ หลอดอาหาร) นอกจากนี้ยังมี ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม เช่น มลภาวะ อย่างฝุ่น PM2.5 และสารเคมีต่าง ๆ ที่บางชนิดมีงานวิจัยรับรองว่า ทำให้เกิดมะเร็งได้โดยตรง

 

จุดขาวเล็กบนฟิล์มปอด = สัญญาณที่ต้อง “ตรวจต่อ”

ในฐานะที่คุณหมอต้องเห็นฟิล์มเอ็กซเรย์เป็นประจำ นพ.อรรถพล ยกตัวอย่างฟิล์มเอ็กซเรย์ที่เห็นได้ชัดเลยคือ จุดสีขาว ๆ เล็ก ๆ ในฟิล์มเอ็กซเรย์ปอด แม้จะเป็นจุดเล็ก ๆ แต่ก็อาจหมายถึงการมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดได้ ถ้าหากเกิดมองข้ามไป ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ทุกอาการจะเป็นมะเร็ง

3 วิธีป้องกันมะเร็งที่ทำได้ง่าย

แค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำ ก็อาจช่วยเป็นเกราะป้องกันมะเร็งได้

1. นอนหลับเพียงพอ เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน

เพราะการนอนหลับที่เพียงพอและมีคุณภาพเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะ ทำให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเอง ฟื้นตัวได้ดี ดังนั้นการนอนน้อยจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ความสามารถในการต่อสู้กับเซลล์ที่ผิดปกติให้ลดลงค

2. เลือกอาหารที่ดี

อาหารที่เราทานทุกวันอาจส่งผลกระทบในระยะยาวได้โดยไม่รู้ตัว ตัวอย่าง อาหารที่เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง เช่น

อาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม เช่น เนื้อย่าง, หมูกระทะ ส่วนที่ไหม้เกรียมสีดำจะมีสาร PAHs ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง นอกจากนั้นยังมาจากอีกหลายที่ เช่น ควันธูป ท่อไอเสีย ควันบุหรี่

อาหารแปรรูป (ultra processed food) กินกันบ่อยเลยครับในชีวิตประจำวันนี้ เช่น ไส้กรอก, หมูยอ แหนม, แฮม, เบคอน และอาหารหมักดอง เพราะมีสาร ไนเตรท ไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน นอกจากนั้นอาหารพวกนี้ยังมีไขมัน น้ำตาลที่สูงทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเส้นเลือดสมองตีบ หัวใจ เบาหวาน ไขมันได้อีกด้วย

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

การออกกำลังกายเป็นวิธีการลงทุนในสุขภาพตัวเองที่คุ้มค่า และถูกที่สุด เพียงออกกำลังกายสัปดาห์ละ 150 นาที จะออกไปเดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน โยคะ หรือกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ชอบ ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้ทั้งมะเร็ง และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันอีกด้วย

อาหารต้านมะเร็งที่ควรมีในจาน

สำหรับอาหารต้านมะเร็ง นพ.อรรถพล แนะนำกลุ่มอาหารที่สำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. ธัญพืชและถั่ว (ไม่ขึ้นรา) เช่น ข้าวแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวบาร์เล่ย์ ลูกเดือย ควินัว ข้าวโอ๊ต

  2. ผักหลากสี เช่น หอมใหญ่ มะเขือเทศ กินให้หลากสี อย่างผู้ชายกินมะเขือเทศจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้ เพราะมีสารไลโคปีน เทคนิคที่จะได้สารนี้เยอะ ๆ คือ การทำมะเขือเทศให้สุก เช่น ซุปมะเขือเทศ ต้มยำ ผัด ย่าง อบ

  3. ผลไม้แบบชิ้น แนะนำให้ทานเป็นชิ้น ๆ ไม่ต้องไปปั่นแยกกากเพราะต้องการใยอาหารไฟเบอร์ ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ไขมันได้ ทำให้ลดการเกิดการอักเสบ ยกเว้นน้ำผลไม้ เพราะมีแต่น้ำตาลสูง แนะนำให้กินผลไม้หลากสีเพราะจะได้สารต้านอนุมูลอิสระที่แตกต่างกันไป เช่น ตระกูลเบอร์รี่

ตรวจคัดกรองมะเร็ง วิธีที่ช่วยชีวิต

  • มะเร็งปอด: Low-dose CT สำหรับผู้สูบบุหรี่หรือเสี่ยง

หลายคนอาจนึกถึงการ Xray ปอด แต่ในปัจจุบันนี้มีการตรวจที่ให้ผลที่แม่นยำมากกว่า คือ Low Dose CT Chest การตรวจ CT ปอดที่ใช้ปริมาณรังสีต่ำกว่าการตรวจทั่วไป 5 เท่า สามารถตรวจได้ในผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น สูบหรี่ รวมถึง Secondhand Smoker ด้วย

  • มะเร็งเต้านม

ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 40 ปีแนะนำให้คลำเต้านมเอง ถ้าเจอก้อนให้ไปพบแพทย์ ถ้าอายุ 40 - 69 ปี ควรตรวจ MMG คู่กับ US ทุกปี

  • มะเร็งลำไส้ใหญ่

การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ สามารถรู้ได้ด้วยการตรวจ FIT (Fecal Immunochemical Test) ดูว่ามีเลือดแฝงปนมากับอุจจาระหรือไม่ หรืออาจจะเจอจากสาเหตุอื่นก็ได้ อย่างไรก็ตามการตรวจที่แม่นยำที่สุดคือ การส่องกล้อง ถ้าใครกลัวและไม่อยากดมยาสลบ มีอีกหนึ่งทางเลือกคือ CT Colonography คือการตรวจด้วยเครื่อง CT Scan เป่าลมไปในลำไส้ให้พอง แล้วถ่ายภายในลำไส้ออกมาเหมือนกับการส่องกล้อง ซึ่งแนะนำในคนที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป หรือถ้ามีคนในครอบครัวเป็น ให้เอาอายุคนที่เป็นลบ 10 ปีแล้วลูกหลานควรไปตรวจตั้งแต่ตอนนั้น

  • มะเร็งปากมดลูก

หากเคยมีเพศสัมพันธ์ก็ถือว่าเริ่มมีความเสี่ยงแล้ว ดังนั้นควรตรวจ Pap Smear ทุก 2 - 3ปี ส่วน HPV DNA Testing ควรตรวจทุก 3 - 5 ปี ตรวจได้ตั้งแต่อายุ 30 - 65  ปี และใครที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ สามารถฉีดวัคซีน HPV ป้องกันไว้ได้ เพราะเชื้อ HPV เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก

  • มะเร็งต่อมลูกหมาก

มักจะเจอในคนอายุมากกว่า 50-60 ปีขึ้นไป โดยมีวิธีการตรวจอย่างง่าย คือ การเจาะเลือดดูค่าบ่งชี้มะเร็ง PSA ร่วมกับการตรวจร่างกายคลำต่อมลูกหมาก ซึ่งการตรวจเจอเร็ว มีโอกาสรักษาหายสูงกว่า และค่ารักษาน้อยกว่า

  • มะเร็งตับ

ในคนที่ดื่มแอลกอฮอลล์เป็นประจำ รวมถึงคนที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี และซี ควรตรวจ US ตับทุก 6 - 12 เดือน

ค่ารักษามะเร็งแพงกว่าที่คิด

นอกจากตัวโรคที่น่ากลัวแล้ว สิ่งที่น่ากลัวไม่แพ้กันเลยคือ ค่าใช้จ่าย ที่สูงลิบลิ่ว และ รายได้ที่หายไป ตอนที่เราต้องรักษาตัว ค่ารักษานี่เป็นปัญหาใหญ่ของผู้ป่วยมะเร็ง นอกจากจะต้องเครียดกับตัวโรคแล้ว ยังต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลอีก เพราะค่ารักษาเฉลี่ยค่อนข้างสูง เริ่มตั้งแต่การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ การทำ CT MRI PET scan เพื่อดูระยะของโรค ราคาการตรวจอยู่ที่หลักหมื่น เมื่อหากระยะโรคต้องรักษาด้วยการทำเคมีบำบัด จำนวนการค่ารักษาต่อ 1 คอร์ส อยู่ที่หลักหมื่นถึงแสนบาท และยังค่าผ่าตัดและฉายแสง ซึ่งรวมค่ารักษาแล้วเป็นหลักล้านบาท กรณีหากต้องการใช้ยาที่ดีที่เฉพาะเจาะจง และผลข้างเคียงน้อย เช่น ยามุ่งเป้า ยาภูมิคุ้มกันบำบัด ยาเหล่านี้ส่วนมากไม่ครอบคลุมในสิทธิ์การรักษาทั่วไป ผู้ป่วยต้องจ่ายเองซึ่งมีราคาหลักแสนถึงล้านต่อคอร์ส

นอกจากนั้น ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในรายการค่ารักษา เช่น ค่าอาหาร, ค่าเดินทาง, ค่าที่พักฟื้น, ค่าผู้ดูแล หรือรายได้ที่หายไปในระหว่างที่ต้องหยุดงาน จะเห็นได้ว่า รวมแล้วค่าใช้จ่ายสูงค่อนข้างสูงมาก และแน่นอนเมื่อป่วยด้วยโรคร้ายครั้งหนึ่งแล้วมักจะกระทบถึงทุกคนในครอบครัวด้วยอย่างแน่นอน ดังนั้น การวางแผนการเงินที่ดีจึงเป็นโอกาสในการรักษาที่ดีที่สุดโดยไม่ทำให้การเงินภายในครอบครัวชะงัก

หากไม่มีประกันสุขภาพ ควรมีเงินสำรองเท่าไหร่?

การมีเงินสำรองในบัญชีฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรมีอย่างน้อย 6 - 12 เดือนของค่าใช้จ่าย  แต่เพื่อความมั่นคงในระยะยาว นพ.อรรถพล แนะนำให้มี 3 กองหลัก กองแรกคือ งบประมาณสำหรับการตรวจคัดกรองประจำปี หรือเงินดูแลตัวเองให้ไม่ป่วย การตรวจคัดกรองเหล่านี้แม้จะมีราคาการตรวจสูงอยู่บ้างแต่ ไม่สูงเท่าค่ารักษาแน่นอน

กองที่สองคือ กองฉุกเฉิน ที่เราจะมีไว้ใช้จ่ายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน และกองสุดท้ายคือการวางแผนระยะยาว ซื้อความเสี่ยงด้วย ประกันสุขภาพ หรือประกันโรคร้ายแรง เพราะควบคุมโรคไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่สามารถวางแผนที่จะรับมือได้

ข้อดีของการมีประกันสุขภาพ

สำหรับการวางแผนอนาคตของคุณและคนที่คุณรัก สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการดูว่าประกันแผนนั้น ครอบคลุมการรักษาแบบใดบ้าง เช่น การผ่าตัด, เคมีบำบัด, ฉายแสง, Targeted Therapy หรือ Immunotherapy และวงเงินความคุ้มครองต่อครั้งหรือต่อปีเป็นอย่างไร นอกจากนี้ยังต้องดูรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ค่าห้อง, ค่าเตียง, co-pay, และ deductible ที่ต้องจ่ายเอง

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ระยะรอคอยว่ามีหรือไม่, เครือข่ายโรงพยาบาลที่รองรับ, และวิธีการจ่ายเงินว่าต้องสำรองจ่ายไปก่อนหรือไม่ และควรตรวจสอบว่าประกันนั้นรองรับการขอ Second Opinion จากแพทย์คนอื่นได้ไหม รวมถึงมีสิทธิประโยชน์เรื่อง Home-care หรือ Palliative care สำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือไม่ และมีรายได้ทดแทน ในช่วงที่หยุดงานด้วยไหม

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่หลายคนมองข้ามไป แต่สำหรับใครที่กำลังมองหาประกันที่ครบเครื่อง ประกันสุขภาพ PRUMhao Mhao Double Sure ประกันที่ออกแบบมาสำหรับคนยุคใหม่ที่ให้ความคุ้มครองผู้ป่วยใน (IPD) สูงสุดถึง 1,000,000 บาท* เลือกรับความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ทั้ง OPD, ชดเชยรายได้, มะเร็ง โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ (เพียงตอบคำถามสุขภาพ) จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยสบาย ๆ ค่าเบี้ยฯ เริ่มต้น 15 บาท / วัน*

 

หมายเหตุ

  • *ความคุ้มครองแผน 4

  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

  • ความคุ้มครองขึ้นอยู่กับแผนประกันที่เลือก

  • การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

  • *กรณีเพศชาย อายุ 30 ปี แผนความคุ้มครอง 3 แสนบาทต่อปี (deductible 60,000 บาทต่อปี) ความคุ้มครองชีวิต 1 แสนบาท