วิตามินซี วิตามินดี สังกะสี และซีลีเนียม เป็นสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน แต่การรับประทานควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และควรได้รับจากอาหารธรรมชาติเป็นหลัก เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืช
ร่างกายของเรามีระบบภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค แบคทีเรีย และไวรัสต่าง ๆ แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู ร่างกายจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ อุณหภูมิและความชื้น ทำให้ภูมิคุ้มกันตก และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น การสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ร่างกายพร้อมรับมือกับโรคต่าง ๆ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ หรือโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเรา
ถึงแม้ว่าการตรวจภูมิคุ้มกัน จะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เรารู้เท่าทันภูมิคุ้มกันในร่างกายมากขึ้น แต่การเข้าใจถึงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงการสังเกตสัญญาณว่าเมื่อไรที่ภูมิคุ้มกันตก พร้อมกับรู้วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายที่ถูกต้องยังเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะช่วยให้คุณวางแผนดูแลสุขภาพของทั้งตนเองและคนที่รักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การตรวจภูมิคุ้มกันคืออะไร?
การตรวจภูมิคุ้มกัน (Immune Checkup/ Immune Test) คือการตรวจเลือดเพื่อหาปริมาณและคุณภาพของภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งจะทำให้รู้ว่าร่างกายมีแอนติบอดี (Antibody) หรือเซลล์ภูมิคุ้มกันในระดับที่เพียงพอหรือไม่ เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การตรวจสุขภาพเชิงป้องกันในรูปแบบนี้จะช่วยให้เราสามารถวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม และหาทางเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกายได้ทันท่วงที
ภูมิคุ้มกันคืออะไร มีกี่ประเภท อะไรบ้าง?
ภูมิคุ้มกัน (Immune System) คือระบบป้องกันร่างกายจากเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส และสารแปลกปลอม ซึ่งภูมิคุ้มกันแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้
- ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (Innate Immunity) คือภูมิคุ้มกันที่มีมาตั้งแต่เกิด เช่น ผิวหนัง เยื่อบุจมูก น้ำลาย หรือกรดในกระเพาะอาหาร ที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคในเบื้องต้น
- ภูมิคุ้มกันจำเพาะ (Adaptive Immunity) คือภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการที่ร่างกายเคยเผชิญกับเชื้อโรคมาก่อน หรือได้รับวัคซีน ร่างกายจะจดจำเชื้อโรคนั้นไว้และสร้างแอนติบอดีขึ้นมา
สัญญาณภูมิคุ้มกันตก
หากคุณมีอาการเหล่านี้บ่อยครั้ง อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันตก และถึงเวลาที่คุณต้องหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มภูมิคุ้มกัน เพื่อไม่ให้ป่วยง่ายอย่างจริงจังเสียที
- ป่วยง่าย เป็นหวัดหรือไข้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนฤดู
- อาการฟื้นตัวช้า เช่น แผลหายช้ากว่าปกติ หรืออาการเจ็บป่วยเล็กน้อย แต่ใช้เวลานานในการฟื้นตัว
- รู้สึกเหนื่อยง่าย หรืออ่อนเพลียเรื้อรัง แม้ว่าจะได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ
- มีปัญหาเรื่องการย่อยอาหาร หรือท้องผูกบ่อย เนื่องจากภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่อยู่ในลำไส้
- แผลหรือตุ่มผิวหนังอักเสบบ่อย หรือมีการติดเชื้อราที่ผิวหนังซ้ำ ๆ
โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน
เมื่อภูมิคุ้มกันลดลง ร่างกายจะเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งโรคที่สามารถพบได้เป็นส่วนใหญ่ มีดังนี้
โรคระบบทางเดินหายใจ
โรคกลุ่มนี้เป็นที่พบบ่อยที่สุดเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ได้แก่ เป็นหวัดบ่อย เป็นไข้บ่อย หรือต่อมทอนซิลอักเสบ ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงเปลี่ยนฤดูกาล เมื่อร่างกายต้องปรับตัวกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมักประสบปัญหาลำไส้ไม่สามารถควบคุมเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร กลายเป็นอาการท้องเสียง่าย หรือท้องเสียเรื้อรัง
โรคติดเชื้อรา
โรคติดเชื้อรา เช่น โรคกลาก เกลื้อน ที่ผิวหนัง มักเกิดขึ้นเมื่อภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอในการควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อรา โดยเฉพาะในบริเวณที่มีความชื้น เช่น ระหว่างนิ้วเท้า ขาหนีบ หรือรอยพับต่าง ๆ ของร่างกาย
โรคที่เกิดจากเชื้อแฝงในร่างกาย
โรคบางชนิด เช่น โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสที่ซ่อนตัวอยู่ในร่างกาย และกลับมาเป็นซ้ำเมื่อภูมิคุ้มกันต่ำลง การดูแลภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงจึงช่วยป้องกันไม่ให้โรคเหล่านี้กำเริบ
โรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
นอกจากอาการป่วยเนื่องจากการติดเชื้อโรคแล้ว ความผิดปกติจากภายในระบบภูมิคุ้มกันเองก็สามารถนำไปสู่โรคต่าง ๆ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อร่างกายมีการตอบสนองที่ผิดปกติ หรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอเกินไป จนไม่สามารถควบคุมการทำงานของเซลล์ได้อย่างเหมาะสม สำหรับโรคที่พบบ่อยจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน ได้แก่
โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease)
โรคนี้เป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ โดยแทนที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคภายนอก แต่กลับมาทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อของร่างกายตัวเอง ตัวอย่างเช่น โรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus) ซึ่งอาจส่งผลต่อผิวหนัง ข้อต่อ ไต หรือหัวใจ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและอาการเจ็บป่วยหลากหลายรูปแบบ
โรคแพ้ภูมิตัวเองยังรวมถึงโรคอื่น ๆ เช่น โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) หรือไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งล้วนเกิดจากกลไกภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติทั้งสิ้น
มะเร็ง
ระบบภูมิคุ้มกันมีบทบาทสำคัญในการตรวจจับและกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติในร่างกาย แต่เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ร่างกายอาจไม่สามารถกำจัดเซลล์ที่กลายพันธุ์ได้ทันเวลา ทำให้เซลล์เหล่านั้นแบ่งตัวเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
นอกจากนี้ การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัดยังอาจส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น
ภูมิคุ้มกันตกต้องทำอย่างไร? แนะนำ 5 วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย แต่ไม่รู้ว่ามีวิธีไหน หรือมีกี่แบบอะไรบ้าง เรามีแนวทางการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันหลัก ๆ มาแนะนำ ดังนี้
โภชนาการที่สมดุล
อาหารที่ดีช่วยเสริมภูมิคุ้มกันจากภายใน จึงควรเน้นรับประทานผักและผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง หรือมะขามป้อม รวมถึงอาหารที่มีสังกะสีและโปรตีนสูง เช่น ปลา ไข่ และถั่ว เพื่อช่วยซ่อมแซมเซลล์ในร่างกาย
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาว ให้ทำงานได้ดีขึ้น ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือฝึกโยคะ
พักผ่อนเพียงพอ
การนอนน้อยทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนความเครียดมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ จึงควรนอนหลับวันละ 6-8 ชั่วโมง และนอนให้ตรงเวลา
ลดความเครียด
ภาวะเครียดเรื้อรังสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันตกได้ จึงควรหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการทำสมาธิ อ่านหนังสือ หรือใช้เวลากับครอบครัว เพื่อช่วยลดความเครียดและเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุข ซึ่งส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน
ฉีดวัคซีนและตรวจสุขภาพเป็นประจำ
การฉีดวัคซีน เช่น วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่ หรือวัคซีนป้องกันโรคทางเดินหายใจ เป็นอีกหนึ่งวิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันไม่ให้ป่วย และช่วยป้องกันโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยในช่วงเปลี่ยนฤดู
นอกจากนี้ ยังควรตรวจภูมิต้านทานของตนเอง เพื่อจะได้รู้เท่าทันความผิดปกติ และหาแนวทางเสริมภูมิคุ้มกันอย่างเหมาะสมต่อไป
แม้ว่าจะปฏิบัติตามวิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันเหล่านี้แล้ว แต่การเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้ การทำประกันสุขภาพจึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเพื่อให้คุณพร้อมรับมือกับอาการเจ็บป่วยได้อย่างอุ่นใจ ทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาล และทำให้สามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับคนที่กำลังพิจารณาเลือกประกันสุขภาพที่ไหนดี มาเลือกแผนประกันภัยที่ใช่ จากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย ที่ให้ความคุ้มครองทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก พร้อมสิทธิประโยชน์ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านค่ารักษาพยาบาล สามารถเลือกแผนที่ตรงกับความต้องการได้เลย
หมายเหตุ
- ความคุ้มครองขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก
- เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด
- ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
ข้อมูลอ้างอิง
- กรมสุขภาพจิต. (2565, 19 พฤษภาคม). 6 วิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย. สืบค้นเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2568, จาก https://dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=31892
- กรมอนามัย. (2564, 07 กันยายน). แนะวิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ป้องกันโรคไข้หวัด. สืบค้นเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.thaihealth.or.th/แนะวิธีสร้างภูมิคุ้มกั/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
แนะนำให้ตรวจภูมิคุ้มกันอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการป่วยบ่อย ภูมิคุ้มกันตก หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือผู้สูงอายุ เพื่อประเมินระดับภูมิคุ้มกันและวางแผนดูแลสุขภาพได้เหมาะสม
การพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้ป่วยง่ายและฟื้นตัวช้ากว่าปกติ การนอนหลับที่มีคุณภาพ ควรนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง
ปัจจัยสำคัญคือระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงจากพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เช่น รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม ทำให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างสมดุล
วัคซีนกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อเชื้อโรคเฉพาะชนิด เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่หรือวัคซีนโควิด-19 เมื่อร่างกายได้รับเชื้อจริง ภูมิคุ้มกันจะสามารถจดจำและต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว ลดโอกาสการป่วยรุนแรง
จริง เพราะภาวะเครียดเรื้อรังส่งผลให้ร่างกายหลั่งสารคอร์ติซอลมากขึ้น ซึ่งจะไปกดการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ทำให้ป่วยง่ายขึ้น การจัดการความเครียดด้วยการทำสมาธิ ฟังเพลง หรือใช้เวลาพักผ่อนกับคนใกล้ชิดจึงช่วยได้
ประกันสุขภาพที่แนะนำ