เด็กที่เติบโตในปัจจุบันล้วนต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งฝุ่น  PM2.5 รวมถึงการระบาดของเชื้อไวรัสที่มีอยู่รอบตัว แต่ด้วยภูมิคุ้มกันของเด็ก ๆ ที่อาจยังไม่พัฒนาเต็มที่ ทำให้บางครั้งลูกน้อยต้องเผชิญกับความเสี่ยงของการเกิดโรค การรู้เท่าทัน “โรคในเด็ก” จึงเป็นภารกิจสำคัญของผู้ปกครองทุกคน ที่ต้องดูแลให้ลูกน้อยแข็งแรงและเติบโตอย่างสมวัย

sick boy

พ่อแม่ยุคใหม่ต้องศึกษา ! โรคเกี่ยวกับเด็กที่ลูกน้อยอาจต้องเจอ

              การเข้าใจอาการเบื้องต้นของโรคในเด็ก เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเด็กเล็กมักไม่สามารถบอกอาการผิดปกติของตัวเองได้ชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่ ทำให้หลายครั้ง จากอาการที่คุณพ่อคุณแม่คิดว่าเดี๋ยวก็หายได้เอง แต่กลับลุกลามจนกลายเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย เช่น โรคไข้เลือดออก ที่อาจทำให้เกิดภาวะช็อกเฉียบพลัน หรือโรคไข้หวัดใหญ่ ที่สามารถลุกลามเป็นปอดอักเสบในเด็กได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี คุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตสัญญาณเริ่มต้นที่อาจบ่งบอกถึงภาวะของโรค เช่น ไข้สูงนานเกิน 3 วัน ผื่นขึ้นผิดปกติ ซึม เบื่ออาหาร หรือไอเรื้อรัง เพราะอาการเล็กน้อยในวันนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคร้ายแรงในอนาคตก็เป็นได้

6 โรคในเด็กที่พบบ่อย พร้อมสถิติที่ต้องระวัง

              การวิเคราะห์สถานการณ์โรคติดเชื้อในเด็กของประเทศไทยในปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า โรคระบบทางเดินหายใจยังคงเป็นโรคที่พบมากที่สุดในกลุ่มประชากรเด็ก ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยมีรายละเอียด สถิติ และข้อมูลโรคเกี่ยวกับเด็กที่ต้องให้ความสำคัญ ดังนี้

1. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

              โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคทางเดินหายใจที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในฤดูฝน หรือช่วงเปลี่ยนฤดู โดยข้อมูลจากกองระบาดวิทยา  ณ วันที่ 18 ต.ค. 2568 ได้ระบุเอาไว้ว่า มีสถิติผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สะสมสูงถึง 797,467 ราย และมีผู้เสียชีวิต 81 ราย ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด ได้แก่ เด็กอายุ 5-9 ปี โดยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่เท่ากับ 4,194.73 ต่อประชากรหนึ่ง สำหรับอาการที่พบได้แก่ ภาวะไข้สูงเฉียบพลัน ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย

2. โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease หรือ HFMD)

              โรคติดต่อที่เกิดจากไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุ 6 เดือน - 4 ปี ซึ่งข้อมูลจากกรมควบคุมโรค  ณ วันที่ 9 ก.ย. 2568  ได้ระบุถึงโรคมือเท้าปากเอาไว้ว่า มีผู้ป่วยสะสมถึง 73,517 ราย โดยผู้ป่วยเกือบทั้งหมดกว่า 95.96% เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี แม้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดในศูนย์เลี้ยงเด็กเล็กอย่างเข้มงวด โดยมีอาการที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ผื่นแดงและแผลในปาก รวมถึงบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า

3. โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever หรือ DHF)

              โรคติดต่อรุนแรงที่เกิดจากยุงลายเป็นพาหะ  ซึ่งจากการแถลงข่าวของกรมควบคุมโรค  เมื่อเดือนตุลาคม 2568 พบว่า มีผู้ป่วยสะสมโรคไข้เลือดออกตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 8 ต.ค. 2568 สูงถึง 47,851 ราย และมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 53 ราย ซึ่งแม้จะมีแนวโน้มลดลง แต่ยังคงถือเป็นกลุ่มอาการที่น่าจับตามอง โดยพบว่ากลุ่มวัยเรียนเป็นกลุ่มที่พบอัตราป่วยสูงสุดในช่วงต้นปี อาการหลัก ได้แก่ ไข้สูง หน้าแดง ตาแดง ปวดท้อง จุดเลือดออกตามตัว รวมถึงอาจมีโอกาสเกิดภาวะช็อกเฉียบพลันได้

4. โรคติดเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus)

              โรคไวรัสที่โจมตีระบบทางเดินหายใจส่วนล่างในเด็กเล็ก ซึ่งจากการแถลงข่าวของกรมควบคุมโรค  ณ เดือนตุลาคม 2568 พบว่าแนวโน้มผู้ป่วยยังอยู่ในระดับสูง โดยมีผู้ป่วยสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 6 ต.ค. 2568 จำนวน 25,176 ราย เสียชีวิต 3 ราย ซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยมีอาการ ได้แก่ ไอเรื้อรัง น้ำมูกไหล หายใจหอบ ต่อมาอาจมีอาการรุนแรง ไอแรง หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด หรือเสียงครืดคราดในลำคอ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก

5. โรคปอดอักเสบ (Pneumonia)

              โรคปอดอักเสบ คือภาวะการติดเชื้อในปอดที่ทำให้หายใจลำบาก มักเกิดภายหลังจากอาการไข้หวัด หรือไวรัสอื่น โดยล่าสุดกรมควบคุมโรค ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ว่าโรคปอดอักเสบถูกจัดให้อยู่ใน 5 อันดับโรคที่มีรายงานผู้ป่วยสูงที่สุดและเป็นโรคที่พบผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความรุนแรงของโรคระบบทางเดินหายใจที่กำลังระบาดอยู่ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลวได้

6. โรคอีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella)

              แม้จะไม่มีสถิติผู้ป่วยสะสมระดับประเทศที่ชัดเจนในรายงานหลัก แต่ข้อมูลระดับเขตสุขภาพจากกรมควบคุมโรค พบว่า กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยสูงสุดคือช่วง 10 - 14 ปี โดยอาการเริ่มต้นจากไข้ต่ำ ต่อมาจะมีผื่นแดง ตุ่มใส ซึ่งอาจเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้หากมีการเกา

sick girl

สัญญาณอาการของโรคในเด็กที่คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกต

การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดเป็นปราการด่านแรกในการรับมือกับโรคในเด็ก หากพบว่าเด็กมีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

  • มีไข้สูงเกิน 38.5 °C หลายวันไม่ลด โดยเฉพาะไข้ที่กินยาลดไข้แล้วไม่ดีขึ้น อาจเป็นสัญญาณของไข้เลือดออก หรือการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง
  • ไอหอบ หายใจเร็ว หรือลำบาก เป็นสัญญาณสำคัญของโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น ปอดอักเสบ หรือ RSV หากซี่โครงบุ๋ม หรือหายใจมีเสียงดัง ควรนำส่งโรงพยาบาลทันที
  • เบื่ออาหาร อ่อนเพลียจนผิดปกติ โดยเด็กจะซึมลง ไม่เล่น ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ หรือภาวะติดเชื้อรุนแรง
  • มีผื่น จุดเลือด ตาแดง หรือปวดท้องเฉียบพลัน เช่น ผื่นจุดเลือดใต้ผิวหนัง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของไข้เลือดออกระยะอันตราย หรือมีตุ่มใสที่มือเท้าจากโรคมือเท้าปาก
  • เด็กนอนหลับยาก ไม่มีแรง เล่นนิดหน่อยก็เหนื่อย บ่งชี้ว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้ออย่างหนัก หรืออาจมีภาวะหัวใจล้มเหลวตามมา

แนวทางป้องกันและวิธีดูแล

การป้องกันโรคเกี่ยวกับเด็กต้องอาศัยการดูแลที่ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย สุขอนามัย รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่ดี

  • ฉีดวัคซีนตามกำหนด ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงการเกิดโรคในเด็กที่รุนแรง เช่น ไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส
  • รักษาสุขอนามัย สอนให้เด็กล้างมือเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ หลีกเลี่ยงการสัมผัสจมูก ตา ปาก
  • ควบคุมสิ่งแวดล้อมในบ้าน หมั่นทำความสะอาดห้องนอน ปรับอากาศให้ถ่ายเท หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่น PM 2.5
  • สอนเด็กให้รู้จักพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ห้ามเข้าใกล้แหล่งน้ำขัง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย
  • เลือก ประกันสุขภาพเด็ก เพื่อความอุ่นใจและลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง เมื่อต้องรักษาโรคในเด็กที่รุนแรง

เสริมภูมิคุ้มกันด้านการเงิน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง ด้วยประกันสุขภาพเพื่อคนที่คุณรัก

              การมีประกันสุขภาพเป็นการวางแผนดูแลลูกน้อยในระยะยาว เพราะเมื่อเจ็บป่วยอาจต้องนอนโรงพยาบาล และอาจรุนแรงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือต้องเข้ารักษาตัวในห้อง ICU ทำให้อาจมีค่าใช้จ่ายสูงจนเป็นภาระหนักอึ้งต่อครอบครัวได้

              การมีประกันสุขภาพที่เหมาะกับเด็ก จึงเป็นเสมือนการลงทุนที่คุ้มค่า ขอแนะนำจากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย ที่มอบความคุ้มครองตรงกับความต้องการอย่างครบถ้วน พร้อมดูแลค่ารักษาพยาบาล เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกน้อยได้อย่างไร้กังวล

  • ความคุ้มครองครบวงจร ดูแลค่ารักษาพยาบาลอันแสนแพง ทั้งค่าห้อง ค่าแพทย์ ค่ารักษาในโรงพยาบาล ให้สามารถโฟกัสกับการดูแลลูกได้อย่างไร้กังวล
  • ออกแบบเพื่อเด็กโดยเฉพาะ โดยเข้าใจโรคที่พบบ่อยในเด็ก เช่น ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้เลือดออก รวมถึงโรคติดเชื้อ ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก
  • ลดความกังวลทางการเงิน เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน การมีแผนประกันสุขภาพจะช่วยให้เงินเก็บของครอบครัวยังคงอยู่ ไม่ต้องถูกดึงออกมาใช้ในยามฉุกเฉิน

              ให้การดูแลลูกน้อยเป็นเรื่องที่อุ่นใจและไร้กังวล ด้วยการเตรียมพร้อมทั้งด้านความรู้และการเงินตั้งแต่วันนี้

หมายเหตุ

  • ความคุ้มครองขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก
  • เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด
  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

ข้อมูลอ้างอิง

  • สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น (2568, 15 ตุลาคม). กรมควบคุมโรคแถลงข่าว “ตุลารู้ทัน ป้องกันไว้ ห่างไกลโรคและภัยสุขภาพ” ติดตามสถานการณ์โรคเด่นและแนวทางป้องกัน, จาก https://ddc.moph.go.th/odpc7/news.php?news=56232&deptcode=odpc7

คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับโรคในเด็ก

ควรฉีดปีละ 1 ครั้ง โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงก่อนฤดูฝน ประมาณเดือนมีนาคม - พฤษภาคม หรือก่อนฤดูหนาว ประมาณเดือนกันยายน - ตุลาคม เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ทันต่อการระบาด

โรคไข้หวัดใหญ่มักมีอาการรุนแรงและเฉียบพลันกว่ามาก โดยมีไข้สูงทันทีประมาณ 39 - 40°C ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมถึงอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหวัดธรรมดาจะมีไข้ต่ำและมีอาการน้ำมูกไหล เจ็บคอเป็นหลัก

ควรให้ยาลดไข้ที่แพทย์สั่ง เช่น พาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟนก่อน แล้วตามด้วยการเช็ดตัว ด้วยน้ำอุณหภูมิปกติเพื่อช่วยระบายความร้อน การป้องกันชักจากไข้ที่ดีที่สุดคือการคุมไข้ไม่ให้สูงเกินไปและไม่ปล่อยให้ไข้สูงต่อเนื่องนานเกินไป

ควรเน้นอาหารอ่อน ย่อยง่าย มีประโยชน์ ให้พลังงานสูง ดื่มน้ำเปล่า น้ำเกลือแร่ ควรหลีกเลี่ยง อาหารทอด อาหารรสจัด อาหารที่มีไขมันสูง และนมวัวในปริมาณมากหากมีอาการท้องเสีย หรือหากมีเสมหะมากควรลดอาหารประเภทนมและผลิตภัณฑ์จากนม