เกาหลีใต้ จีน และสหรัฐฯ  3 ประเทศที่เลือกจัดการฝุ่นด้วยกฎหมาย โครงสร้างอำนาจ และระบบตรวจสอบที่จริงจัง

Prudential Thailand ร่วมกับ Environman ชวนสำรวจบทเรียนจาก 3 ประเทศที่ยกระดับนโยบายอากาศาะอาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งเกาหลีใต้ จีน และสหรัฐฯ ว่าเขาคุมฝุ่น PM2.5 ด้วยกฎหมายเข้ม ระบบตรวจสอบจริงจัง และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างไร และมีมาตรการไหนบ้างที่ไทยสามารถหยิบมาปรับใช้ได้ทันที ตั้งแต่ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉิน แผนระยะยาว ไปจนถึงเครื่องมือทางกฎหมาย

ประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแค่ฤดูร้อนอีกต่อไป ตอนนี้เรามีฤดูฝุ่น PM2.5 ด้วย เป็นปัญหามลพิษที่เราต้องพบเจอทุกปี แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเคยชินหรือมองข้าม แล้วเราจะมีวิธีการอย่างไรในการรับมือหรือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ลองมาดูเหล่าประเทศที่เขาจัดการเรื่องนี้ได้ดี ว่าเขามีรูปแบบการจัดการปัญหาฝุ่นอย่างไร

ประเทศที่เราหยิบมาเล่าให้ฟังครั้งนี้คือบรรดาประเทศที่ยกระดับนโยบายจัดการปัญหามลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง มีทั้งประเทศที่มุ่งมั่นจัดการปัญหาฝุ่นแบบวันต่อวันอย่าง เกาหลีใต้ ประเทศที่วางแผนระยะยาวอย่างเป็นขั้นเป็นตอนอย่าง จีน และประเทศที่อยู่ไกลอีกซีกโลกหนึ่งที่รับมือกับปัญหามลพิษมาตั้งแต่เมื่อเกือบร้อยปีก่อนอย่าง สหรัฐอเมริกา

เกาหลีใต้

ถ้าจะมีประเทศไหนในภูมิภาคเอเชียที่จัดการปัญหาฝุ่นควันจากรถยนต์ได้ละเอียดที่สุด เข้มงวดที่สุด ชื่อของประเทศนั้นต้องมี “เกาหลีใต้” ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรม K-POP และซีรีส์ชื่อดัง

ประเทศไทยเราเพิ่งได้เริ่มเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM2.5 เมื่อช่วงราว ๆ ปี พ.ศ.2561 แต่ที่เกาหลีใต้ รัฐบาลต้องรับมือกับปัญหานี้มาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.2548 จากแรงขับเคลื่อนของประชาชนที่เพียงอยากให้ลูกที่เกิดมาได้มีอากาศบริสุทธิ์หายใจ

สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนารายงานว่าเกาหลีใต้เคยเป็นหนึ่งในประเทศแถบเอเชียที่ถูก NASA ประเมินผ่านดาวเทียมจากนอกโลกว่าเป็นประเทศที่ต้องเฝ้าระวังเรื่องมลพิษทางอากาศ หรือแม้แต่ถูกสื่อต่างประเทศรายงานว่าเป็นประเทศที่เผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 มากเป็นอันดับที่ 3 ของเอเชีย

เกาหลีใต้เคยเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM2.5 จาก 3 สาเหตุหลัก ๆ ได้แก่

  • การเติบโตของโรงงานอุตสาหกรรมด้านถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซธรรมชาติเหลว

  • มลพิษที่เกิดจากการปล่อยควันของรถยนต์ดีเซล ทั้งการขับรถเข้าเมือง ปัญหารถติดในเมืองหลวงอย่างกรุงโซล และรถส่งอาหารที่เป็นที่นิยมของชาวเกาหลีใต้

  • การมีที่ตั้งของประเทศใกล้กับประเทศจีน (ห่างกันราว 800-1,200 กิโลเมตร) ทำให้มีแนวโน้มที่จะได้รับอิทธิพลจากกระแสลมที่พัดฝุ่น 5 มายังประเทศ

แนวทางที่เกาหลีใต้ใช้ในการรับมือกับต้นตอของแต่ละสาเหตุล้วนเป็นแนวทางที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง เช่น มีพระราชบัญญัติพิเศษที่กระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นให้สามารถสั่งลดกำลังการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมได้ทันทีเมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน หรือแม้แต่ตรวจจับฝุ่นตามพื้นที่ก่อสร้าง

ส่วนปัญหาควันที่เกิดจากรถยนต์ดีเซล รัฐบาลรับมือด้วยการกำหนดเขตพื้นที่การจราจรสีเขียว ห้ามรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์และห้ามรถเก่าขับเข้าพื้นที่ รัฐบาลเกาหลีใต้ยังมีนโยบายที่เชิญชวนให้ประชาชนนำรถคันเก่ามาทำลายและสนับสนุนเงินบางส่วนในการซื้อรถคันใหม่ หรือถ้าประชาชนคนไหนไม่ซื้อรถคันใหม่รัฐบาลก็จะให้เป็นยอดเครดิตใน Climate card หรือบัตรโดยสารขนส่งสาธารณะ เพื่อนำไปขึ้นรถขนส่งสาธารณะและรถจักรยานสาธารณะแบบไม่จำกัดจำนวนครั้งตลอด 1 ปีที่ยังไม่ซื้อรถคันใหม่

หรือถ้าวันไหนที่กรุงโซลมีค่าฝุ่นที่เริ่มจะส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คน รัฐบาลก็จะอาศัย พรบ.ฉุกเฉินพิเศษ ที่ให้อำนาจกับรัฐบาลท้องถิ่นในการสั่งให้โรงงานอุตสาหกรรมลดกำลังการผลิตลงสูงถึง 80% และนำโดรนมาบินเหนือพื้นที่ต่าง ๆ เช่น กรุงโซล ในการตรวจสอบการลักลอบปล่อยมลพิษ ไม่เพียงเท่านั้นรัฐบาลยังจะส่ง Emergency Alert ไปยังโทรศัพท์ของประชาชนให้อยู่ในบ้าน ลด-งด กิจกรรมกลางแจ้ง หรือแม้แต่การเปลี่ยนสีไฟบนโซลทาวเวอร์ (หอคอยใจกลางกรุงโซลที่สูงราว 239 เมตร) ที่จะเปลี่ยนสีไฟไปตามคุณภาพอากาศของวันนั้น ๆ เชียว-เหลือง-แดง แม้การเปลี่ยนสีไฟจะเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย แต่กลับส่งผลอย่างมากต่อผู้คนในเมืองหลายล้านชีวิต

จีน

อีกหนึ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการรับมือกับฝุ่น PM2.5 ก็คือ “จีน” เพราะประเทศนี้ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างรุนแรงมาแล้วด้วยสถิติสุดน่ากลัวในอดีต เมื่อจีนมีค่าฝุ่นละอองในอากาศเกินค่ามาตรฐานขององค์กรอนามัยโลกถึง 24 เท่า สนามบินเคยต้องถูกระงับให้บริการเพราะทัศนวิสัยเลวร้าย ซ้ำยังติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่มลพิษจากฝุ่นควันเยอะที่สุดของโลกมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งเรื่องนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของประเทศ

ราว 20 ปีที่ผ่านมา ปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ จากรายงานของ UN Environment ระบุว่าในปี พ.ศ.2560 GDP ของจีนโต 1,078% ประชากรของเมืองเพิ่มขึ้น 74% และมีจำนวนรถยนต์เพิ่มขึ้น 335% จากในอดีต แน่นอนว่าเมืองที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดขนาดนี้ย่อมมีผลกระทบตามมาก็คือปัญหามลพิษที่เกิดจากการขยายตัวของทั้งโรงงานอุตสาหกรรม จำนวนครัวเรือน และจำนวนรถยนต์

จากที่รัฐบาลเคยมีแผนพัฒนาประเทศอย่างจริงจังจนสำฤทธิ์ผล มาคราวนี้ถึงคราวที่รัฐบาลต้องมีแผน มีเป้าหมายในการแก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างจริงจังบ้าง และแผนจริงจังที่ว่า ถ้านับจากวันที่ประกาศใช้จนถึงวันนี้ รัฐบาลจีนจัดการกับปัญหานี้มาร่วมเกือบ 30 ปี ผ่านแผนควบคุมมลพิษทาอากาศ 3 ฉบับ ที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาและรับมือกับสถานการณ์ในแต่ละยุคสมัย

รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณ 1.7 ล้านล้านหยวน ทันทีตั้งแต่มีแผนปฏิบัติฉบับแรกของประเทศ เพื่อนำเงินทุนไปดำเนินการลดฝุ่นในเขตเมืองหลัก, จำกัดการใช้ถ่านหินในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน, ปิดโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน รวมไปถึงการควบคุมการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล (แผนฉบับที่ 1) หรือแม้แต่การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของประเทศ สนับสนุนให้ประชาชนใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งรวมไปถึงรถบัส ที่เปลี่ยนจากรถน้ำมันมาเป็นรถบัสไฟฟ้า และย้ายโรงงานอุตสาหกรรมออกจากเขตเมือง (แผนฉบับที่ 2) รวมไปถึงการพัฒนาแผนระยะยาวในการใช้พลังงานสะอาดในประเทศ เช่นพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ (แผนฉบับที่ 3)

นอกเหนือจากนั้น รัฐบาลจีนได้กระจายอำนาจลงไปในแต่ละภูมิภาค เช่น มีการใช้โมเดล GAIN โมเดลที่ใช้หากลยุทธ์ควบคุมการปล่อยมลพิษที่ให้ประสิทธิผลคุ้มต้นทุน ร่วมกันระหว่าง ปักกิ่ง เทียนจิง และมณฑลเหอเป่ย หรือเรียกว่าเขตสามเหลี่ยมจิงจินจี่ หรือแม้แต่การประกาศเขตควบคุมมลพิษพิเศษใน 28 เมืองทางตอนเหนือของประเทศ เรื่องนี้เป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาฝุ่นควันแค่เมืองหลวงที่เป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจเท่านั้น จากที่ในอดีตปักกิ่งเคยมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานของโลก 20-24 เท่า ที่ราว 500-600 µg/m³ มาปี พ.ศ.2567 ปักกิ่งมีค่าเฉลี่ยฝุ่นเหลือเพียง 30-35 µg/m³ ลดลงมาถึง 20 เท่าจากในอดีต

สหรัฐอเมริกา

ข้ามไปอีกซีกโลกหนึ่ง “สหรัฐอเมริกา” คือหนึ่งในประเทศที่มีนโยบายในการกำกับดูแลมลพิษทางอากาศเก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่ง ตัวกฎหมายที่ว่าเกิดขึ้นฉบับแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2498 (ก่อนเกาหลีใต้ราว 50 ปี และก่อนจีนราว 58 ปี) ซึ่งเรื่องนี้เป็นเพราะประชาขนและภาครัฐตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่เกิดจากฝุ่นควันของโรงงานอุตสาหกรรม การใช้ถ่านหิน อันเนื่องมาจากผลพวงของการเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อนภูมิภาคเอเชีย ทำให้นโยบายในการกำกับดูแลมลพิษทางอากาศของสหรัฐฯ เต็มไปด้วยมาตรฐานและความเข้มข้นเป็นอย่างมาก เช่น

  • มาตรฐานที่เกี่ยวกับยานพาหนะ: มหานครลอสแอนเจลิส เคยถูกจัดอันดับว่าเป็นเมืองที่รถติดมากที่สุดอันดับที่ 1 ของโลก หัวเมืองใหญ่ ๆ อย่างบอสตัน, นิวยอร์ก, ซานฟรานซิสโก ก็เจอปัญหารถติดเหมือนกัน และสถานการณ์รถติดนำมาซึ่งปัญหาฝุ่นควันตามมา ซึ่งเรื่องนี้เองที่รัฐแคลิฟอร์เนียได้มีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้ามาควบคุมการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะโดยเฉพาะ เช่น มีการตรวจสอบเครื่องยนต์ ทดสอบการปล่อยควันจากท่อไอเสีย แม้กระทั่งการกำจัดสารตะกั่วออกจากน้ำมันเบนซินและจึงค่อยนำมาใช้ในรถยนต์

  • ความเข้มงวดที่บังคับใช้กับโรงงาน: สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานระดับประเทศชื่อ “มาตรฐานการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดใหม่” ที่บังคับให้โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม ต้องติดตั้งระบบที่ดีที่สุดสำหรับลดการปล่อยมลพิษทางอากาศสู่สิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกาจะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบค่ามลพิษนี้เสมอ

  • ระบบตรวจสอบที่มาพร้อมบทลงโทษ: เมื่อมีมาตรการที่เข้มงวด ก็ต้องมีระบบตรวจสอบมาควบคุมด้วย โดยกฎหมายชองสหรัฐฯ ให้อำนาจแก่รัฐบาลกลางเป็นผู้ดำเนินการ ตั้งแต่การออกคำสั่งให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง, ออกคำสั่งกำหนดโทษ หรือแม้แต่มีอำนาจในการดำเนินคดีแพ่ง โดยเป็นการทำงานร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบเฉพาะอย่างสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา และรัฐบาลท้องถิ่น

 

ความพิเศษของข้อกฎหมายที่สหรัฐฯ คือ สามารถให้ประชาชนดำเนินคดีทั้งต่อบุคคล (บริษัทและหน่วยงานรัฐ) และต่อสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของอเมริกาได้ด้วย ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนฟ้องคดีให้สำนักงานสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมออกข้อบังคับใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับปัญหาและสถานการณ์ที่คนในพื้นที่เจอ แน่นอนว่าสถานการณ์ปัญหาฝุ่นควันที่สหรัฐเคยเผชิญตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ดีขึ้นเรื่อยมาจนปัจจุบัน เมื่อระบบดี ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ทำให้มิติอื่น ๆ ของประเทศดีตามไปด้วย ไม่ว่าจะภาคการลงทุน เทคโนโลยี และเศรษฐกิจของประเทศ

บทเรียนถึงประเทศไทยบ้านเรา

การเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่น ที่มีนโยบายและแนวทางหลายอย่างมาก ๆ จากทั้ง เกาหลีใต้ จีน และสหรัฐอเมริกา ที่ประเทศไทยบ้านเราสามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที ตั้งแต่มาตรการระยะสั้นไปจนถึงแผนงานระยะยาว

ประเทศไทยปัจจุบันพึ่งมีการทดลองใช้ Cell Broadcasting ซึ่งเป็นระบบแจ้งเตือนที่คล้ายกับที่เกาหลีใต้ใช้แจ้งเตือนประชาชนเมื่อวันไหนก็ตามที่ฝุ่น PM2.5 และประเทศไทยเราเองกำลังอยู่ในช่วงที่ใกล้จะแจ้งเกิด พรบ.อากาศฉบับแรก สิ่งที่ไทยเราต้องคำนึงคือก้าวต่อไปในอนาคตอีก 5-10 ปี ว่าจะมีนโยบายหรือมาตรการอะไรที่เป็นการต่อยอด พรบ.อากาศฉบับแรก เพราะการรับมือปัญหาฝุ่นควันอย่างยั่งยืนไม่อาจจบได้ด้วยเพียงพระราชบัญญัติเพียงฉบับเดียวแน่นอน แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อให้คนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับอากาศดีอย่างไม่ต้องลุ้น

แหล่งอ้างอิง

  • Urban Creature (2025). โซล เกาหลีใต้ เมืองที่เชื่อว่าฝุ่นจะหมด ฟ้าจะใสในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยนโยบาย Clearer Soul 2030. สืบค้นจาก https://urbancreature.co/clearer-seoul/

  • BBC (2019). South Korea pollution: Is China the cause of 'fine dust'?. Retrieved from https://www.bbc.com/news/world-asia-48346344

  • IPPD (2019). ส่องแผนปฏิบัติการทวงคืนอากาศบริสุทธิ์ ไทย จีน อินเดีย และเกาหลีใต้. สืบค้นจาก https://ippd.or.th/pm2dot5/

  • The Standard (2019). เกาหลีใต้งัดมาตรการสู้มลพิษ ลดกำลังผลิตไฟฟ้า-ห้ามรถดีเซลเก่าวิ่งกรุงโซล หวังลดฝุ่น PM2.5. สืบค้นจาก https://thestandard.co/emergency-steps-in-force-as-fine-dust-blankets-south-korea/

  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2025). อากาศสะอาดในจีน : ความพยายามที่ไม่ธรรมดาเพื่อหายใจเต็มปอด. สืบค้นจาก. SDGs

  • Policy Watch (2567). เปิดโมเดลแก้ PM 2.5 จากต่างชาติ “ได้ผล-ยั่งยืน”. สืบค้นจาก https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-105

  • ICLEI (2023). Clearing the skies: how Beijing tackled air pollution & what lies ahead. Retrieved from ICLEI website

  • Policy Watch (2567). เจาะนโยบายแก้วิกฤตฝุ่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน. สืบค้นจาก https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-8

  • American Lung Association (2019). Reducing Air Pollution from Cars and Trucks: The Success of the Cleaner Car Standards. Retrieved from https://www.lung.org/blog/reducing-air-pollution-from-cars.

California Air Resources Board (2025).About history. Retrieved from https://ww2.arb.ca.gov/about/history.