ในยุคที่คนไทยใช้สมาร์ตโฟนเฉลี่ยวันละ 7–8 ชั่วโมง และกว่า 90% ของประชากรเข้าถึงโซเชียลมีเดีย โลกออนไลน์ได้กลายเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนและข้อมูลข่าวสารอย่างไร้ขอบเขต แต่ในขณะเดียวกัน มันก็กลายเป็น “แรงกดดันเงียบ” ที่ค่อยๆ บั่นทอนสุขภาพจิตของเราโดยไม่รู้ตัว

เมื่อโลกดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยและคนทั่วโลก เราต่างได้รับประโยชน์มากมายจากการเชื่อมต่อ การเข้าถึงข้อมูล และการสร้างสรรค์ แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน โลกออนไลน์ก็เช่นกัน นอกจากโอกาสที่เปิดกว้างแล้ว ยังมีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกเน้นย้ำใน “วันส่งเสริมอินเตอร์เน็ตปลอดภัยแห่งชาติ” (Safer Internet Day - SID) ซึ่งมีเป้าหมายในการส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์สำหรับทุกคน

โดยในประเทศไทยจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งในปี 2569 ตรงกับวันที่ 10 กุมภาพันธ์ วันอินเทอร์เน็ตปลอดภัยเป็นมากกว่าการรณรงค์เรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยทางอารมณ์และจิตใจ จากการใช้สื่อออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด ความโดดเดี่ยว หรือความรู้สึกไม่พอใจในชีวิตจริง

โรคทางสุขภาพจิตที่ควรเฝ้าระวัง

การหมกมุ่นอยู่กับโซเชียลมีเดียเป็นเวลานานติดต่อกัน การเสพติด หรือการใช้เป็นช่องทางหลักในการระบายความเครียด สามารถนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพจิตหลายประการที่ควรเฝ้าระวัง

  1. ภาวะซึมเศร้าจากโซเชียลมีเดีย (Social Media Depression)
    นี่คือหนึ่งในความเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุด เมื่อผู้ใช้งานเปรียบเทียบชีวิตของตนเองกับ "ภาพชีวิตที่สมบูรณ์แบบ" ที่ผู้อื่นนำเสนอในโลกออนไลน์ ความรู้สึกกดดัน ความไม่พอใจในตนเอง และความรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่า (Fear of Missing Out - FOMO) จะสะสมและบั่นทอนความสุข จนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และความเครียดเรื้อรัง
  2. ภาวะวิตกกังวล (Anxiety) และความเครียด
    การใช้งานที่ต่อเนื่อง และการรับข้อมูลมากเกินไป อาจกระตุ้นระบบประสาทให้ตื่นตัวสูง ส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างต่อเนื่อง การนอนไม่หลับ หรืออารมณ์แปรปรวน ซึ่งมักเป็นลักษณะของความเครียดเรื้อรัง
  3. การเสพติดโซเชียลมีเดีย (Social Media Addiction)
    คือการที่ผู้ใช้ไม่สามารถควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของตนเองได้ มักใช้โซเชียลมีเดียเพื่อคลายเครียดหรือหนีปัญหา และมีอาการกระวนกระวายเมื่อถูกจำกัดการใช้งาน พฤติกรรมนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ การทำงาน และการขาดความรับผิดชอบในชีวิตจริง
  4. โรคกลัวการขาดโทรศัพท์มือถือ (Nomophobia)
    ป็นภาวะวิตกกังวลอย่างรุนแรงเมื่อไม่สามารถเข้าถึงโทรศัพท์มือถือหรือโซเชียลมีเดียได้ อาการที่แสดงออกอาจรวมถึงความกระวนกระวายใจ หงุดหงิด เมื่อไม่ได้เช็กฟีด หรือไม่ได้รับรู้เรื่องราวในทันที ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมาธิ การนอนหลับ และความสัมพันธ์ในโลกจริง
  5. ปัญหาภาพลักษณ์ตนเอง และการเปรียบเทียบ
    งานศึกษาพบว่า การใช้โซเชียลมีเดียของวัยรุ่นเชื่อมโยงกับการเห็นคุณค่าในตัวเองลดลง และความวิตกกังวลด้านภาพลักษณ์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มหญิง
  6. ปัญหาการนอนหลับ และสมาธิที่ลดลง
    การอยู่กับหน้าจอเป็นเวลานาน หรือใช้โซเชียลก่อนนอนอาจส่งผลให้คุณภาพการนอนลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตโดยรวม

 

แนวทางดูแลสุขภาพจิต เมื่อใช้งานโซเชียลมีเดีย

การสร้างสมดุลในการใช้โซเชียลมีเดียเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพจิตที่ดีในยุคนี้ เราต้องหันมาใส่ใจ "สุขอนามัยทางดิจิทัล" (Digital Hygiene) มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวันอินเทอร์เน็ตปลอดภัยที่เน้นย้ำเรื่องนี้

  1. กำหนดขอบเขตเวลาใช้งาน
    ตั้งกติกาสำหรับตัวเอง เช่น ใช้เฉพาะช่วงเวลาที่กำหนด หรือเปิด-ปิดโหมดจำกัดเวลาในแอปฯ  
  2. เลือก ฟีด ที่ดีต่อใจ
    ติดตามคอนเทนต์ที่ส่งเสริมทัศนคติบวก การดูแลตนเอง หรือกิจกรรมที่สร้างสรรค์ และลดการเสพเนื้อหาที่กระตุ้นการเปรียบเทียบหรือความเครียด
  3. Social Detox พักสื่อทุกวัน หรือทุกสัปดาห์
    หยุดพักการใช้งานโซเชียลมีเดียเป็นช่วงเวลาหนึ่งเพื่อฟื้นฟูจิตใจเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยไม่พกมือถือไว้ใกล้เมื่อพักผ่อน หรือเลิกใช้งานก่อนนอน
  4. ให้เวลากับการดูแลใจ
    ฝึก Mindfulness หรือเทคนิคนับลมหายใจเพื่อรีเซ็ตอารมณ์ ให้เวลากับกิจกรรมออฟไลน์ เช่น พบเพื่อน ทำงานอดิเรก หรือฟังเพลงเงียบๆ
  5. พูดคุยเมื่อรู้สึกหนักใจ
    หากมีอาการเช่น นอนไม่หลับ เครียด รู้สึกโดดเดี่ยว หรือมีความคิดเชิงลบมากขึ้น ควรเปิดใจคุยกับคนใกล้ตัว หรือหาผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิต

 

“อินเทอร์เน็ตปลอดภัย” ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือเรื่องของ “สุขภาวะทางใจ” เพราะเมื่อใจมั่นคง เราย่อมใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมีสติ และไม่ปล่อยให้สื่อดิจิทัลควบคุมชีวิตเรา ลองให้ตัวเองพัก ตั้งสติก่อนกดโพสต์ ตั้งเวลาให้ตัวเองก่อนเลื่อนฟีด มองหน้าจอด้วยความรับผิดชอบ และให้โซเชียล มีเดียเป็นเพื่อน ไม่ใช่เจ้าของชีวิตของคุณทุกช่วงเวลา ใช้ชีวิตอย่างมีสติและพร้อมทุกมิติ

“เช็กใจและเช็กแผนชีวิต” ไปพร้อมกัน ให้บมจ. พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) เป็นเพื่อนร่วมทางดูแลชีวิตคุณ ทั้งในโลกความจริงและโลกดิจิทัล

 

 

 

อ้างอิง

  1. Department of Mental Health. “โซเชียลมีเดียส่งผลต่อสุขภาพจิตได้อย่างไร ? งานวิจัยมีคำตอบ.” กรมสุขภาพจิต, 2562. https://mhc7.dmh.go.th/28/01/2019/7949/
  2. Petcharavej Hospital. “Social Addiction Affects Mental Health.” โรงพยาบาลเพชรเวช, 2566. https://www.petcharavejhospital.com/en/Article/article_detail/Social-Addiction-Affects-Mental-Health.
  3. Thai Health Promotion Foundation. “โซเชียลมีเดียสื่อยุคดิจิทัล ประโยชน์มีมากแต่โทษก็ไม่น้อย.” สสส., 2564. https://www.thaihealth.or.th/%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B4/.
  4. Bangkok Hospital Phitsanulok. “สุขภาพจิตในยุคโซเชียล: ความกดดันที่มองไม่เห็น.” โรงพยาบาลกรุงเทพพิษณุโลก. อัปเดต 20 มิถุนายน https://www.bangkokhospital.com/th/phitsanulok/content/mental-health-1-bpl.
  5. กรมสุขภาพจิต. “รู้จัก 'Social addiction' โรคจดจ่อมือถือติดโซเชียลฯ.” กรมสุขภาพจิต. เผยแพร่ 24 กุมภาพันธ์ https://dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=30205.
  6. กรุงเทพธุรกิจ. “จำเป็นต้อง 'โซเชียลดีท็อกซ์' อย่าให้ 'ใจพัง' เพราะคนอื่น.” กรุงเทพธุรกิจ. เผยแพร่ 16 สิงหาคม https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1194549.