ใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนหรือมีรายได้ต้องเสียภาษีให้กรมสรรพากร คงได้เวลาวางแผนลดหย่อนภาษีกันแล้ว ซึ่งในแง่ของคำว่า ‘ภาษี’ หลาย ๆ  คนก็ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่อยากต้องเสียภาษีเพิ่มแล้ว ซึ่งเรามีวิธีที่ช่วยให้คุณประหยัดภาษีได้ถึงหลักล้านอยู่ด้วย คือ ‘การลดหย่อนภาษี’ เพื่อให้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้อย่างคุ้มค่า ต้องอ่านบทความนี้!

 

อัปเดตอัตราภาษีปี 2568 รายได้เท่าไรถึงจะต้องเสียภาษี

ไม่ว่าจะมีรายได้น้อยหรือรายได้มาก สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือ การยื่นภาษี และเสียภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น การรู้เรื่องเกี่ยวกับอัตราภาษีบุคคลธรรมดาจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะจะช่วยให้คำนวณภาษีได้ว่าถ้ามีรายได้เท่านี้ต้องเสียภาษีเท่าไร และสามารถใช้ค่าลดหย่อนภาษีอะไรได้บ้าง เป็นต้น

วิธีคำนวณรายได้สุทธิ

สำหรับการคำนวณภาษีไม่ได้ใช้รายได้ทั้งหมด แต่คือการนำ “รายได้สุทธิ” มาใช้คำนวณ

ซึ่งรายได้สุทธิ = รายได้ทั้งหมด - ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อนภาษีต่าง ๆ

สมมติว่ามีเงินเดือน 50,000 บาท เท่ากับว่า 1 ปีจะมีรายได้ 600,000 บาท/ปี ซึ่งตามกฎหมายสามารถหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ ได้ เช่น

  • ค่าใช้จ่าย 100,000 บาท

  • ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัว 60,000 บาท

  • ค่าลดหย่อนประกันสังคม 9,000 บาท

เมื่อนำมาคำนวณจะได้เป็น 600,000 – (100,000+60,000+9,000) = 431,000 บาท

ดังนั้น จะมีรายได้สุทธิ 431,000 บาท เพื่อนำไปคำนวณภาษี

วิธีคำนวณภาษีตามอัตราภาษีแบบขั้นบันไดปี 2568

สำหรับประเทศไทยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะใช้แบบ “อัตราก้าวหน้า” คือ ยิ่งมีรายได้มากเท่าไหร่ ก็จะมีอัตราภาษีที่สูงขึ้น เมื่อนำรายได้สุทธิ คือ 431,000 บาท มาคิดคำนวณภาษีตามขั้นบันได จะได้ดังนี้

  • ขั้นที่ 1 : ได้รับการยกเว้น

  • ขั้นที่ 2 : ส่วนที่เกิน 150,001 - 300,000 บาท คำนวณภาษี 150,000 x 5% = 7,500 บาท

  • ขั้นที่ 3 : 300,001 - 431,000 บาท คำนวณภาษี 131,000 x 10% = 13,100 บาท

รวมภาษีที่ต้องจ่าย = 7,500+13,100 = 20,600 บาท

ถ้ามีค่าลดหย่อนอื่น ๆ เพิ่มเติมก็สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

 

เช็กลิสต์ ค่าลดหย่อนภาษีประจำปี 2568 มีสิทธิ์อะไรบ้าง

ยิ่งถ้ารู้ว่าตนเองสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้มากเท่าไหร่ ก็จะช่วยประหยัดค่าภาษีประจำปีได้มากเท่านั้น ซึ่งค่าลดหย่อนภาษีประจำปี 2568 คือ

 

ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวและครอบครัว

  • ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัว 60,000 บาท ใช้ลดหย่อนแบบไม่มีเงื่อนไขใด ๆ

  • ค่าลดหย่อนภาษีคู่สมรส 60,000 บาท โดยต้องจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้อง และคู่สมรสเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้

  • ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตร ใช้ลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาท

  • ค่าลดหย่อนภาษีบุตร

    • บุตรตามกฎหมาย ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท (ไม่จำกัดจำนวน) และบุตรที่เกิดในปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป ลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท

    • บุตรบุญธรรม ลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท (ไม่เกิน 3 คน)

  • ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท (รวมบิดามารดาของคู่สมรส)

โดยบิดามารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี

  • ค่าลดหย่อนกรณีที่อุปการะเลี้ยงดูผู้พิการหรือทุพพลภาพ คนละ 60,000 บาท โดยผู้พิการต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการ

 

ค่าลดหย่อนภาษีประกัน และการลงทุน

  • เบี้ยประกันสุขภาพ ลดหย่อนได้ตามจริงไม่เกิน 25,000 บาท

  • เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป และประกันสะสมทรัพย์ ลดหย่อนได้ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งกรมธรรม์ต้องมีระยะการคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันสุขภาพต้องไม่เกิน 100,000 บาท

  • ประกันสังคม ลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 9,000 บาท

  • ประกันสุขภาพของบิดามารดา ลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 15,000 บาท

  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 บาท โดยสามารถลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาท หากไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป ตามเงื่อนไข ดังนี้

    • ระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป

    • จ่ายผลตอบแทนให้ผู้เอาประกันภัยตั้งแต่อายุ 55 ปี ต่อเนื่องไปจนอายุ 85 ปี หรือมากกว่านั้น

  • กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 300,000 บาท โดยต้องถือหน่วยลงทุนมากกว่า 5 ปีขึ้นไป นับจากวันที่ซื้อหน่วยลงทุน

  • กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนพิเศษ (Thai ESGX) แบ่งเงื่อนไขลดหย่อนเป็น 2 ส่วน คือ

    • กองทุน Thai ESGX (เงินลงทุนใหม่) ช่วงวันที่ 1 พ.ค. - 30 มิ.ย. 2568

ลดหย่อน 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 300,000 บาท (ไม่รวมกับวงเงินของ Thai ESG)

  • กองทุน Thai ESGX (สับเปลี่ยนจาก LTF) ช่วงวันที่ 1 พ.ค. - 30 มิ.ย. 2568

รับสิทธิลดหย่อน 5 ปี โดยปี 2568 ลดหย่อนไม่เกิน 300,000 บาท และปี 2569 – 2572 ลดหย่อนสูงสุดปีละ 50,000 บาท

  • เงินลงทุนวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ลดหย่อนภาษีได้ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

  • กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.) ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

  • กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท

  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

สำหรับกลุ่มกองทุน RMF, กบข., กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน, กองทุนการออมแห่งชาติ และประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมดจะลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 500,000 บาท

ค่าลดหย่อนภาษีการบริจาค

  • เงินบริจาคทั่วไป ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มอื่น ๆ

  • เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ และบริจาคเพื่อสถานพยาบาลของรัฐ ลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนภาษี

  • เงินบริจาคให้พรรคการเมือง ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 10,000 บาท

ค่าลดหย่อนภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ

  • ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย เช่น ซื้อคอนโด ผ่อนบ้าน ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

  • เงินลงทุนธุรกิจวิสาหกิจเพื่อสังคม ที่ลงทุนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท

  • Easy E-Recipt 2.0 (เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.- 28 ก.พ. 2568) ลดหย่อนได้ไม่เกิน 50,000 บาท แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ

    • ส่วนที่ 1 ลดหย่อนได้ 30,000 บาท โดยซื้อสินค้าหรือบริการทั่วไป จากผู้ประกอบการจด VAT และไม่ได้จด VAT

    • ส่วนที่ 2 ลดหย่อนได้ 20,000 บาท โดยซื้อสินค้า OTOP หรือสินค้าและบริการจากวิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยต้องมีหลักฐานเป็นใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้สำหรับลดหย่อนปี 2568

 

เลือกประกันชีวิตที่ใช่ ประหยัดภาษีแบบจัดเต็ม

วางแผนลดหย่อนภาษีให้ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง! เช็กสิทธิ์ลดหย่อนภาษีของตัวเองให้ดีว่าสามารถลดหย่อนอะไรได้บ้าง แล้วเลือกตัวช่วยดี ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการ ให้ความคุ้มครองที่ตรงจุด และลดหย่อนภาษีได้ อย่าง “ประกันชีวิต”

ประกันชีวิตสะสมทรัพย์​คืออะไร เหมาะกับใคร ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ คือ ประกันที่ให้ทั้งความคุ้มครองชีวิตและออมเงินไปพร้อมกัน โดยผู้ถือกรมธรรม์จะได้รับเงินคืนระหว่างสัญญา และได้รับเงินก้อนเมื่อครบสัญญา แถมยังสามารถใช้เบี้ยประกันลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท เหมาะกับสายวางแผน สายออมเงิน

ประกันชีวิตแบบบำนาญ​คืออะไร เหมาะกับใคร ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร

ประกันชีวิตแบบบำนาญ คือ ประกันที่ช่วยให้มีรายได้หลังเกษียณ โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินคืนให้เป็นเงินบำนาญ (รายปีหรือรายเดือน) ช่วยให้วางแผนเกษียณได้อย่างมั่นคง และสามารถใช้เบี้ยประกันลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 บาท เหมาะกับสายวางแผนการเงินระยะยาว ที่เตรียมพร้อมสู่วัยเกษียณแสนสุข

ประกันสุขภาพ​คืออะไร เหมาะกับใคร ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร

ประกันสุขภาพ คือ ประกันที่ช่วยคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ลดภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล หรือประสบอุบัติเหตุ และสามารถใช้เบี้ยประกันลดหย่อนภาษีได้ 25,000 บาท หากซื้อประกันสุขภาพให้ตนเอง และลดหย่อนได้ 15,000 บาท หากซื้อให้บิดามารดา เหมาะสำหรับสายไม่เสี่ยงเรื่องสุขภาพ และมีแผนรับมือเมื่อเจ็บป่วย