เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นปี มนุษย์เงินเดือนจำนวนมากเริ่มเตรียมเอกสารสำหรับยื่นภาษี ซึ่งมักเกิดคำถามซ้ำ ๆ ว่า เงินเดือนเท่าไรถึงต้องเสียภาษี หรือทำไมบางคนที่มีรายได้ใกล้เคียงกันกลับเสียภาษีไม่เท่ากัน ซึ่งคำตอบของเรื่องนี้อยู่ที่ “การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยอัตราภาษีก้าวหน้า” ซึ่งแม้จะเป็นระบบคำนวณภาษีที่หลายคนมองว่ายุ่งยาก แต่แท้จริงแล้วเข้าใจได้ไม่ยากเลย หากรู้ว่าฐานภาษีของตัวเองอยู่ตรงไหน หักลดหย่อนได้แค่ไหน และมีทางไหนบ้างที่ช่วยลดภาระภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
บทความนี้จะมาอธิบายวิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยอัตราภาษีก้าวหน้า ปี 2568 แบบเข้าใจง่าย เหมาะกับคนที่ทำงานประจำและผู้เริ่มต้นวางแผนการเงิน พร้อมแนะแนวทางการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีให้คุ้มค่า เพื่อให้รายได้ต่อปีของคุณสร้างประโยชน์สูงสุด
วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีกี่แบบ?
โดยทั่วไป การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีเพียงวิธีเดียว คือ ใช้อัตราภาษีก้าวหน้า แต่การหักค่าใช้จ่ายจะมี 2 วิธี คือ
- วิธีที่ 1 หักค่าใช้จ่ายจริงตามความจำเป็นและสมควร
- วิธีที่ 2 หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตราที่กรมสรรพากรกำหนดตามประเภทของเงินได้พึงประเมิน
วิธีการหักค่าใช้จ่ายวิธีไหนที่เหมาะสมกับคุณ?
ผู้เสียภาษีแต่ละคนจะต้องคำนวณภาษีตามประเภทของเงินได้พึงประเมิน เช่น
- ผู้มีเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง และ/หรือ เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 50 ของเงินได้ แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท
- ผู้มีเงินได้จากธุรกิจส่วนตัวหรืออาชีพอิสระ อาจหักค่าใช้จ่ายจริงตามความจำเป็นและสมควร หรือหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา แล้วแต่ความเหมาะสมของประเภทกิจการก็ได้
- ผู้มีเงินได้หลายประเภท ต้องคำนวณแยกตามลักษณะเงินได้พึงประเมินแต่ละประเภท ก่อนรวมเป็นเงินได้สุทธิทั้งปี
ดังนั้น การเข้าใจโครงสร้างรายได้ของตนเองคือจุดเริ่มต้นสำคัญ เพื่อให้สามารถคำนวณภาษีได้ถูกต้องและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ครบถ้วน
ขั้นตอนการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยอัตราภาษีก้าวหน้า
ขั้นตอนที่ 1: รวมรายได้ทั้งหมดตลอดทั้งปี
นำรายได้ทุกประเภท เช่น เงินเดือน โบนัส ค่าคอมมิชชัน หรือรายได้จากงานเสริมมารวมเป็นรายได้รวมต่อปี
ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบรายการลดหย่อนภาษี
สิทธิลดหย่อนภาษีแบ่งเป็นหลายหมวด ได้แก่
- ค่าลดหย่อนพื้นฐาน เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท คู่สมรส 60,000 บาท
- ค่าลดหย่อนครอบครัว เช่น ค่าเลี้ยงดูบิดามารดาคนละ 30,000 บาท บุตรคนละ 30,000 บาท
- ค่าลดหย่อนเบี้ยประกัน เช่น ประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์สูงสุด 100,000 บาท ประกันสุขภาพตนเองสูงสุด 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
- ค่าลดหย่อนจากการออมและการลงทุน
- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF)
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund หรือ PVD)
- กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
- ค่าลดหย่อนอื่น ๆ เช่น ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านไม่เกิน 100,000 บาท เงินบริจาคสูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้สุทธิหลังหักลดหย่อน
ขั้นตอนที่ 3: คำนวณเงินได้สุทธิ
นำรายได้รวมมาหักค่าใช้จ่าย (เช่น 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาทสำหรับเงินเดือนพนักงาน) และค่าลดหย่อนที่ได้รับสิทธิทั้งหมด เพื่อให้ได้ “เงินได้สุทธิ” ซึ่งเป็นฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ขั้นตอนที่ 4: ตรวจสอบขั้นของอัตราภาษีก้าวหน้า จากตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2568
การรู้ว่ารายได้ของเราอยู่ในขั้นภาษีใด คือจุดเริ่มต้นของการวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพ เพราะอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะเพิ่มขึ้นตามรายได้สุทธิในลักษณะของอัตราภาษีก้าวหน้าหรือขั้นบันได ยิ่งรายได้เพิ่มขึ้น อัตราภาษีก็สูงขึ้น การทำความเข้าใจกับตารางอัตราภาษีก้าวหน้าจะช่วยให้คุณสามารถคำนวณเบื้องต้นได้ว่า ภาษีที่ต้องจ่ายอยู่ที่เท่าไร และจะสามารถลดหย่อนได้มากน้อยแค่ไหน
เงินได้สุทธิ (บาท)
| อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
| ภาษีสะสมสูงสุดของขั้น
|
ไม่เกิน 150,000 บาท
| 5%
| ยกเว้น
|
150,001 - 300,000 บาท
| 5%
| 7,500
|
300,001 - 500,000 บาท
| 10%
| 20,000
|
500,001 - 750,000 บาท
| 15%
| 37,500
|
750,001 - 1,000,000 บาท
| 20%
| 50,000
|
1,000,001 - 2,000,000 บาท
| 25%
| 250,000
|
2,000,001 - 5,000,000 บาท
| 30%
| 900,000
|
5,000,001 บาท ขึ้นไป
| 35%
| -
|
ขั้นตอนที่ 5: คำนวณภาษีที่ต้องชำระ
สูตรในการคิดคำนวณ ภาษีที่ต้องจ่าย ได้แก่ (เงินได้สุทธิ - เงินได้สุทธิสูงสุดของขั้นก่อนหน้า) x อัตราภาษี + ภาษีขั้นก่อนหน้าสูงสุด
นอกจากนี้ ยังมีค่าลดหย่อนพื้นฐานที่จะถูกนำมาคิดรวมด้วย เช่น
- รายได้จากเงินเดือน หรือการทำงานประจำ ที่สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินได้ แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท
- ค่าลดหย่อนส่วนตัวที่หักได้ 60,000 บาท
- เงินประกันสังคมที่สามารถลดหย่อนภาษีตามยอดจริงสูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท
ตัวอย่างการคำนวณภาษี
ตัวอย่างเช่น หากเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีเงินเดือน 25,000 บาทต่อเดือน ได้รับโบนัส 30,000 บาท เงินได้สุทธิตลอดทั้งปีจะเป็นจำนวนเงิน (25,000 x 12) + 30,000 = 330,000 บาท ซึ่งถือเป็นรายได้จากการรับเงินเดือน จึงสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 100,000 บาท อีกทั้งยังมีค่าลดหย่อนส่วนตัวที่หักได้ 60,000 บาท รวมถึงมีค่าลดหย่อนจากเงินประกันสังคมอีก 9,000 บาท
เงินได้สุทธิทั้งหมดจึงเป็นจำนวน 330,000 - 100,000 - 60,000 - 9,000 = 161,000 บาท ซึ่งจะมีฐานภาษีบุคคลธรรมดา อยู่ในขั้น 150,001 - 300,000 บาท และสามารถนำมาแจกแจงตามตารางได้ ดังนี้
- เงินได้สุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) ในส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาท อัตราเสียภาษี 5% แต่อยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับการยกเว้น
ดังนั้น หากนำมาแทนค่าตามสูตรจะได้ค่าภาษีที่ต้องจ่ายเป็นจำนวนเงิน (161,000 - 150,000 ) x 5% = 550 บาท แต่หากมีการวางแผนค่าลดหย่อนไว้ล่วงหน้า อาจไม่ต้องเสียภาษี และยังมีโอกาสได้รับการคืนเงินภาษีอีกด้วย
เงินเดือนเท่านี้ ต้องเสียภาษีเท่าไร?
อย่างที่บอกไปว่า การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้มีรายได้ประจำจะขึ้นอยู่กับ “หลักการอัตราภาษีก้าวหน้า” ซึ่งรายได้ยิ่งมาก อัตราเสียภาษีก็จะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนตามหลักการ "รายได้ยิ่งมาก อัตราภาษียิ่งสูง" ตารางด้านล่างนี้ จะช่วยประมาณการภาษีสำหรับพนักงานประจำ (กรณีหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัวพื้นฐานเท่านั้น)
เงินเดือน (บาท)
| รายได้รวมต่อปี (บาท)
| ฐานภาษีสูงสุด
| ภาษีที่ต้องจ่าย (ประมาณการ)
| คำแนะนำเบื้องต้น
|
≤ 20,000
| ไม่เกิน 240,000
| ยกเว้น
| 0 บาท
| เงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
|
30,000 - 40,000
| 360,000 - 480,000
| 5% - 10%
| ไม่เกิน 8,600 บาท
| อาจไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากมีการวางแผนค่าลดหย่อนภาษีต่างๆ เช่น ซื้อประกันชีวิตหรือประกันแบบสะสมทรัพย์
|
50,000 - 60,000
| 600,000 - 720,000
| 10% - 15%
| ไม่เกิน 35,000 บาท
| การลงทุนในกองทุนรวม RMF/Thai ESG รวมถึงเบี้ยประกันชีวิตที่นำมาลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท
|
70,000 - 80,000
| 840,000 - 1,000,000
| 20%
| ไม่เกิน 75,000 บาท
| การใช้สิทธิลดหย่อนจากประกันชีวิตแบบบำนาญ (ลดหย่อนได้สูงสุด 200,000 บาท) หรือกองทุน RMF/Thai EGS จะช่วยลดภาระภาษีได้มากกว่าครึ่ง
|
90,000 ขึ้นไป
| 1,000,000 ขึ้นไป
| 25% - 35%
| 100,000 บาท++
| ต้องวางแผนภาษีเชิงรุกเพื่อประหยัดเงินหลักแสน ด้วยการใช้สิทธิลดหย่อนจากเบี้ยประกันชีวิตและประกันสุขภาพ หรือการลงทุนในกองทุน RMF/Thai ESG
|