ในปัจจุบัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ได้ใช้เพียงการโทรหลอกแบบเดิม ๆ อีกต่อไป พวกเขาได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และหลอกให้เหยื่อโอนเงิน หรือให้ข้อมูลส่วนตัว
การหลอกลวงในลักษณะนี้มีความซับซ้อน และสามารถสร้างความเสียหายได้เป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและบุคคลทั่วไปที่ไม่ทันระวังตัว
อัปเดตล่าสุด! สถิติการหลอกลวงผ่านคอลเซ็นเตอร์ในปี 2025
ในปี 2025 สถานการณ์การหลอกลวงผ่านแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีอย่าง AI Voice Cloning Deepfake Video หรือแม้แต่การทำสลิปปลอม มีความสมจริงมากขึ้น ทำให้ประชาชนทั่วไปตกเป็นเหยื่อได้ง่ายขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
สถิติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ประเทศไทย) (https://www.thaipoliceonline.go.th/)
ยอดผู้เสียหายรวมในปี 2025 (ถึงไตรมาสแรก): มากกว่า 38,000 ราย
มูลค่าความเสียหายรวม: กว่า 3,200 ล้านบาท
กลุ่มเป้าหมายหลัก: ผู้สูงอายุ, แม่บ้าน, พนักงานออฟฟิศ และเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก
รูปแบบที่ใช้บ่อยที่สุด:
โทรแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ/ศาล
ปลอมเป็นพนักงานบริษัทขนส่ง อ้างว่าพัสดุต้องสงสัย
โทรปลอมเป็นญาติ/ลูกหลานขอเงินด่วน (ใช้ AI ปลอมเสียง)
มุกใหม่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช้เทคโนโลยีลวงเหยื่อแบบไม่ทันรู้ตัว
เคยคิดไหมว่าการรับโทรศัพท์ หรือคลิกลิงก์ในข้อความอาจทำให้ข้อมูลส่วนตัวเราหลุดไปได้? สิ่งอาจเกิดขึ้นกับเรา หรือคนใกล้ตัวได้ทุกเมื่อ เพราะในยุคนี้แก๊งพวกนี้ทำให้เราแทบแยกไม่ออกเลยว่าคนที่โทรมาคือใคร หรือลิงก์ที่ส่งมานั้นจริงหรือปลอม มาดูกันว่าเทคโนโลยีอะไรบ้างที่ทำให้มีรูปแบบการหลอกลวงได้แนบเนียนขึ้น
1. AI Voice Cloning – ปลอมเสียงได้เหมือนเป๊ะ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักใช้ AI Voice Cloning ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ, ศาล หรือพนักงานธนาคาร โดยจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เร่งให้โอนเงินทันที หรือขอ OTP อ้างว่าเป็นขั้นตอนสำคัญจากหน่วยงานรัฐ รวมไปถึง ทำให้คิดว่าเรากำลังพูดกับเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัว แต่จริง ๆ แล้วเสียงนั้นถูกสร้างขึ้นด้วย AI
วิธีที่พวกเขาทำ:
นำเสียงของเราหรือคนใกล้ตัวของเราไปเรียนรู้ผ่าน AI
โทรหาโดยใช้เสียงที่เลียนแบบคนที่เรารู้จัก
หลอกให้เราโอนเงินหรือให้ข้อมูลสำคัญ
วิธีป้องกัน:
อย่าให้ข้อมูลสำคัญผ่านโทรศัพท์ แม้จะเป็นเสียงคนรู้จัก
ถ้ามีข้อสงสัย วางสายแล้วโทรกลับหมายเลขเดิม เพื่อตรวจสอบ
2. AI Deepfake – วิดีโอปลอมที่หลอกตาได้
นอกจากเสียงแล้ว ยังสามารถสร้างวิดีโอปลอมได้ด้วย โดยใช้วิดีโอ Deepfake ปลอมเป็นคนสนิท คนที่เรารู้จัก หรือเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมแสดงบัตรประจำตัวปลอมผ่านกล้อง เพื่อโน้มน้าวให้โอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัว
วิธีที่พวกเขาทำ:
ใช้ภาพและวิดีโอจากโซเชียลมีเดียของเหยื่อ
สร้าง Deepfake ที่ดูเหมือนเป็นคนจริง
ส่งวิดีโอให้เหยื่อเพื่อทำให้เชื่อว่าเป็นบุคคลจริง
วิธีป้องกัน:
อย่าเชื่อวิดีโอหรือรูปภาพที่มาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
โทรกลับเพื่อยืนยันว่าคนในวิดีโอนั้นเป็นตัวจริง
3. AI Fake Slip – สลิปปลอมที่เนียนมาก
กลโกงรูปแบบนี้คือ การที่มิจฉาชีพสร้างหลักฐาน สลิปโอนเงินปลอม ขึ้นมาเพื่อหลอกเหยื่อว่ามีการโอนเงินให้แล้ว ทั้งที่ความจริงยังไม่ได้โอนเงินจริง ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้า การปลอมแปลงสลิป กลายเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมออนไลน์ โดยผู้ไม่หวังดีสามารถใช้เครื่องมือ AI สร้างสลิปปลอมได้เหมือนของจริงจนแทบแยกไม่ออกเลย ทำให้เหยื่อหลายคนตายใจและสูญเสียทรัพย์สินไปโดยไม่รู้ตัว
วิธีที่พวกเขาทำ:
มิจฉาชีพมักทำทีเป็นผู้ซื้อสินค้า/บริการ (เช่น ในตลาดออนไลน์) แล้วส่งภาพสลิปโอนเงินปลอมมาให้เหยื่อ (ผู้ขาย) เพื่อหลอกว่าโอนเงินชำระเงินแล้ว
ปัจจุบันการปลอมสลิปทำได้แนบเนียนมากขึ้น ด้วยการใช้ โปรแกรมตกแต่งภาพ หรือแม้กระทั่งให้ AI อย่าง ChatGPT ช่วยสร้าง/แก้ไขภาพสลิป ทำให้สลิปปลอมดูสมจริงมาก โดยระบุชื่อธนาคาร โลโก้ รายการโอน และยอดเงินครบถ้วน จนดูผิวเผินแทบไม่ต่างจากสลิปจริงเลย (reference ข่าวล่าสุด: https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/94803
วิธีป้องกัน:
ตรวจสอบยอดเงินทุกครั้ง: อย่าเชื่อภาพสลิปเพียงอย่างเดียว ควรเช็กยอดเงินเข้าบัญชีจากธนาคารโดยตรง เช่น ดูในแอปธนาคารหรือรอ SMS แจ้งเตือนทุกครั้งว่ามีเงินเข้าจริง หากไม่มีการแจ้งเตือนหรือยอดเงินไม่เข้า แสดงว่าสลิปนั้นอาจเป็นของปลอม อย่ารีบส่งสินค้าให้จนกว่าจะยืนยันได้
ยืนยันสลิปด้วย QR Code: ทุก e-Slip ของแท้ จากธนาคารจะมี QR code สำหรับตรวจสอบความถูกต้องได้ผ่านแอปฯ ธนาคาร (ใช้ได้กับทุกธนาคาร) โดยจะตรวจสอบได้ทั้งชื่อผู้โอน จำนวนเงิน วันที่และเวลาการโอน หากสแกน QR code แล้วข้อมูลไม่ตรงกับสลิป หรือ QR code ไม่สามารถสแกนได้ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นสลิปปลอม
สังเกตรายละเอียดบนสลิป: เมื่อได้รับสลิปให้ลองพิจารณารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ตัวอักษรหรือตัวเลขบนสลิป ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ โดยเฉพาะชื่อผู้โอน จำนวนเงิน วัน-เวลาที่โอน หากเป็นสลิปปลอม ตัวอักษร/ตัวเลขอาจใช้คนละฟอนต์หรือมีความหนาบางไม่เท่ากันในบางจุด สลิปจริงมักมีรูปแบบตัวอักษรที่สม่ำเสมอ ดังนั้นหากพบความผิดปกติ ให้สงสัยไว้ก่อนและตรวจสอบให้แน่ใจ
4. AI Fake Cloudflare - ปลอมหน้าต่าง Cloudflare บนเบราว์เซอร์ (แฝงลิงก์ไวรัสดูดเงิน)
บางเว็บไซต์แอบอ้างใช้ระบบยืนยันตัวตนของ Cloudflare แต่แอบฝังปุ่มปลอมไว้ในหน้าเว็บ เมื่อกดปุ่มเหล่านี้อาจทำให้เกิดการดาวน์โหลดไวรัสหรือมัลแวร์ทันที ซึ่งสามารถดูดข้อมูลส่วนตัวหรือเงินจาก Wallet ได้โดยไม่รู้ตัว
วิธีที่พวกเขาทำ:
ปลอมหน้าต่าง Cloudflare ปลอม CAPTCHA
โดยการสร้างหน้าเว็บที่ดูเหมือนระบบ “ยืนยันตัวตน” ของ Cloudflare จริง ๆ เช่น ปุ่ม “Click to verify you are human” แต่เบื้องหลังปุ่มนั้นฝังโค้ด JavaScript ที่สั่งให้ดาวน์โหลดไฟล์อันตราย (.exe, .zip, หรือ .apk) ลงในเครื่องของเราโดยอัตโนมัติทันทีที่เรากด
แฝงลิงก์มัลแวร์ไว้ใต้ปุ่มหรือซ้อนอยู่ใน iframe
ในบางกรณี พวกเขาซ่อนลิงก์ดาวน์โหลดไวรัสไว้ในปุ่มปลอมเหล่านี้ เมื่อเรากด ระบบจะสั่งให้เบราว์เซอร์เริ่มโหลดไฟล์ทันที โดยที่เราไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
เจาะจงผู้ใช้ Windows หรือ Chrome ที่ไม่ได้ตั้งค่าความปลอดภัย
ถ้าเครื่องเราใช้ Windows และไม่ได้ตั้งค่าห้ามดาวน์โหลดไฟล์อัตโนมัติ (Auto-Download) ไวรัสอาจรันตัวเองทันทีหลังโหลดเสร็จ โดยไม่ต้องเปิดไฟล์ด้วยซ้ำ
มัลแวร์ที่ดาวน์โหลดมาอาจเป็น Token Grabber หรือ Dropper
เช่น ไฟล์ที่ถูกโหลดมาอาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่จริง ๆ แล้วแฝงโค้ดสำหรับ “ขโมยข้อมูล” เช่น รหัสผ่าน, Token เข้าระบบ, หรือกระทั่งข้อมูลกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) เช่น MetaMask, Discord, หรือ Browser Extension
วิธีป้องกัน:
ปิด Auto-Download บน Google Chrome ดังนี้
ไปที่ Settings
คลิก Privacy and Security
เลือก Site Settings
เข้า Additional Permissions > Auto Downloads
เลือก “Don’t allow any site to download multiple files automatically”
อย่าดาวน์โหลดไฟล์ที่ไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะผู้ใช้ Windows
หลีกเลี่ยงการคลิกปุ่ม 'ยืนยันตัวตน' จากเว็บที่ไม่รู้จัก
ใช้ Antivirus ที่สามารถตรวจจับมัลแวร์ฝังมากับเว็บไซต์ได้
สรุปวิธีป้องกันตัวเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์
อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวผ่านโทรศัพท์
ไม่ว่าผู้ที่โทรมาจะอ้างว่าเป็นใครก็ตาม อย่าให้ข้อมูลสำคัญเช่น เลขบัตรประชาชน, OTP, เลขบัญชี หรือข้อมูลบัตรเครดิต
เช็กลิงก์ก่อนคลิกเสมอ
ให้ตรวจสอบ URL ก่อนคลิก หากดูน่าสงสัยหรือใช้ชื่อโดเมนแปลก ๆ ให้หลีกเลี่ยงทันที รวมถึงเปิดใช้การยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication) กับบัญชีต่าง ๆ เช่น บัญชีธนาคาร บัญชีโซเชียลมีเดีย
ใช้แอปฯ ป้องกันภัยไซเบอร์และบุุคคลที่ไม่รู้จัก
ติดตั้งแอปพลิเคชัน Whoscall เพื่อแจ้งเตือนระบุตัวตนสายเรียกเข้าที่ไม่รู้จัก รวมถึง Antivirus, Anti-Phishing Tools เพื่อช่วยป้องกันมัลแวร์ และการเข้าถึงข้อมูลจากภายนอก
ตัดสาย และติดต่อกลับทางการของหน่วยงานนั้น ๆ เพื่อยืนยัน
หากมีสายเรียกเข้าที่อ้างว่าเป็นธนาคารหรือหน่วยงานใด ๆ ให้ตัดสายและโทรกลับผ่านหมายเลขโทรศัพท์ที่เป็นทางการ และสามารถโทรสายด่วนตำรวจไซเบอร์ได้ที่ หมายเลข 1441
ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงจาก แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และมิจฉาชีพในรูปแบบต่าง ๆ ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย พวกเขาใช้กลวิธีที่ซับซ้อนและแนบเนียนมากขึ้น ทำให้เราต้องเพิ่มความระมัดระวังและตื่นตัวอยู่เสมอ
และการรู้เท่าทันข่าวสาร การตรวจสอบทุกครั้งก่อนตัดสินใจ และการป้องกันตัวด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม คือเกราะสำคัญที่จะช่วยให้เราและคนที่เรารักปลอดภัยจากกลโกงยุคดิจิทัล อย่าลืมว่า “แค่กดวางสาย ก็อาจจะช่วยให้เราประหยัดเงินเป็นแสน”
อ้างอิง