เข้าถึงช่วงต้นปีทีไร หลายคนคงต้องหัวหมุนกับการทำเรื่องจ่ายภาษี ยิ่งถ้าใครที่ทำงานได้ไม่นาน หรือสำหรับคู่รักที่เพิ่งเปลี่ยนผ่านสถานะจากคนโสดมาเป็นคู่แต่งงาน ก็อาจคงนั่งงงอยู่เช่นกัน เพราะไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับวิธีคิดภาษีให้เหมาะสมกับสถานภาพปัจจุบันมาก่อน ทำให้หลายคนมองว่าการจ่ายภาษีเป็นเรื่องยุ่งยากที่ทำให้สับสนจนเกิดคำถามว่าภาษีคิดยังไง บทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลและขั้นตอนการคำนวณภาษีไว้ให้ เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีในแต่ละปี
รู้ก่อน! ใครบ้างที่ต้องเสียภาษี
การเสียภาษีของบุคคลธรรมดาจะขึ้นอยู่กับรายได้โดยรวมต่อปีของแต่ละบุคคล หากเป็นผู้ที่มีรายได้จากงานประจำอย่างเดียวและผู้มีฐานเงินเดือนไม่ถึง 10,000 บาทจะไม่ต้องยื่นและไม่ต้องเสียภาษี
สำหรับเกณฑ์พึงประเมินขั้นต่ำที่ผู้มีเงินได้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีคือคนโสดที่มีรายได้จากเงินเดือน 120,000 ต่อปี และผู้ที่จดทะเบียนสมรสแล้วและมีรายได้จากเงินเดือนของตนเอง 220,000 ต่อปี ซึ่งการเสียภาษีเป็นหน้าที่ของผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีการกำหนดขอบเขตของรายได้ที่ต้องยื่นภาษีและต้องเสียภาษี ไว้ดังนี้
เงินเดือนไม่เกิน 26,583.33 บาท ต้องยื่นภาษี แต่ไม่ต้องเสียภาษี
เงินเดือนมากกว่า 26,583.33 บาท ต้องยื่นภาษี และต้องเสียภาษี
วิธีคำนวณภาษี
คำนวณรายได้และภาษีที่ต้องจ่าย
ก่อนจะไปสู่วิธีคิดภาษี สิ่งแรกที่ต้องทำคือการนำรายได้มาคิดคำนวณเป็นรายได้สุทธิตามสูตร ‘รายได้สุทธิ = รายได้ตลอดทั้งปี - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน’ เสียก่อน โดยสามารถแจกแจงรายละเอียดได้ดังนี้
รายได้ตลอดทั้งปี ได้แก่เงินได้ทั้งหมดที่ได้รับในปีที่คิดภาษี ซึ่งรวมถึงเงินเดือน โบนัส ค่าคอมมิชชัน เบี้ยเลี้ยง เงินได้จากงานอิสระ เช่น นาย A มีเงินเดือน 30,000 บาทต่อเดือน ได้รับโบนัส 100,000 บาท และมีรายได้จากงานอิสระ 50,000 บาท แสดงว่ารายได้ตลอดทั้งปีของนาย A จะเป็นจำนวนเงิน (30,000 x 12) + 100,000 + 50,000 = 640,000 บาท
ค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปจะคิดแบบเหมารวมซึ่งสามารถนำมาหักได้ 50% ของรายได้จากงานประจำ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ยกตัวอย่างจากนาย A ที่มีเงินเดือน 30,000 บาทต่อเดือน โดยนำมาหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ (30,000 x 12) x 50% = 180,000 บาท ซึ่งจะคิดได้สูงสุดแค่ 100,000 บาทเท่านั้น
ค่าลดหย่อน หมายถึง ค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่กฎหมายอนุญาตให้หักจากรายได้ หรือที่เรียกกันว่าการลดหย่อนภาษี โดยมีค่าลดหย่อนส่วนตัวที่หักได้ 60,000 บาทต่อคนโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีกทั้งยังสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้จากค่าลดหย่อนประกันชีวิต ค่าลดหย่อนกองทุนรวม หรือค่าลดหย่อนสำหรับการบริจาค ตัวอย่างเช่น นาย A ซื้อประกันชีวิต 20,000 บาท จะนำมาคิดค่าลดหย่อนได้เป็น 60,000 + 20,000 = 80,000
ซึ่งสามารถนำมาสรุปเป็นตารางได้ ดังนี้
ตัวอย่างการคิดภาษีของนาย A | คำนวณจำนวนภาษีและค่าลดหย่อน |
รายได้ตลอดทั้งปี
| (30,000 x 12) + 100,000 + 50,000 = 640,000 บาท |
ค่าใช้จ่ายแบบเหมารวม
| (30,000 x 12) x 50% = 180,000 บาท คิดได้สูงสุด 100,000 บาท |
ค่าลดหย่อน
| 60,000 + 20,000 = 80,000 |
เมื่อนำตัวอย่างของนาย A มาคิดรายได้สุทธิทั้งหมดจะได้เป็น 640,000 - 100,000 - 80,000 = 440,000 บาท ซึ่งต้องนำจำนวนรายได้สุทธินี้มาเทียบเกณฑ์การยื่นภาษีอีกที ดังนี้
ซึ่งสรุปได้ว่านาย A จะต้องเสียภาษี 10% โดยคิดจากรายได้สุทธิจะเป็นจำนวนเงิน 440,000 * 10% = 44,000 บาท แต่หากนาย A วางแผนการคำนวณภาษีโดยคำนึงถึงการลดหย่อนภาษีแต่แรก ก็อาจเสียภาษีในอัตราที่น้อยลง หรือสำหรับคนที่มีคู่สมรสก็จะมีอัตราการคิดและค่าลดหย่อนที่สามารถนำมาคิดเพิ่มได้อีก
รู้ทันการลดหย่อนภาษี
การลดหย่อนภาษีเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรวางแผนอยู่ในการคำนวณภาษีไว้แต่แรก เพราะถึงแม้จะมีรายได้สุทธิอยู่ในเกณฑ์ 5% แต่ก็เป็นจำนวนไม่น้อย เพราะแม้จะมีรายได้รวมเพียง 200,000 ก็คิดเป็นเงินภาษี 5% ได้ 10,000 บาทแล้ว การวางแผนลดหย่อนจึงสามารถช่วยลดภาระการเสียภาษีไปได้ไม่น้อย หรือในบางครั้งอาจทำให้ไม่ต้องชำระภาษีเพิ่ม แถมยังมีสิทธิขอเงินคืนได้อีกด้วย โดยเฉพาะสำหรับ ผู้ที่มีบุตร หรือ ผู้เลี้ยงดูพ่อแม่อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่อาจมีโอกาสได้รับการลดหย่อนเพิ่มเติม โดยมีค่าลดหย่อน 4 กลุ่ม ดังนี้
ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวและครอบครัว
ค่าลดหย่อนส่วนตัว จำนวน 60,000 บาท ใช้ลดหย่อนภาษีได้โดยไม่มีเงื่อนไข
ค่าลดหย่อนคู่สมรส จำนวน 60,000 บาท โดยต้องจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องและคู่สมรสเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้
ค่าลดหย่อนบุตร จำนวนคนละ 30,000 โดยหากเป็นบุตรตามกฎหมายสามารถลดหย่อนได้ไม่จำกัดจำนวน แต่หากเป็นบุตรบุญธรรม สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 3 คน ตามเงื่อนไข ดังนี้
อายุไม่เกิน 20 ปี
หากมีอายุ 21 - 25 ปี ต้องศึกษาอยู่ในระดับ ปวส. ขึ้นไป
บุตรมีเงินได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อปี
ในกรณีมีบุตรคนที่ 2 ขึ้นไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป จะสามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท
ค่าลดหย่อนสำหรับการฝากครรภ์และคลอดบุตร สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
ค่าลดหย่อนสำหรับการดูแลพ่อแม่ของตนเองและของคู่สมรส จำนวนคนละ 30,000 บาท โดยพ่อแม่ต้องอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
ค่าลดหย่อนในการอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ หรือทุพพลภาพ จำนวนคนละ 60,000 โดยผู้พิการต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทและต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการ
ค่าลดหย่อนกลุ่มเงินบริจาค
เงินบริจาคให้กับพรรคการเมือง ลดหย่อนจำนวนสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม มูลนิธิด้านสาธารณะสุข และโรงพยาบาลรัฐ ลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง จำนวนสูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
เงินบริจาคทั่วไป ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง จำนวนสูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
ค่าลดหย่อนกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ
- โครงการ Easy E-Receipt โดยเป็นสินค้าและบริการทั่วไปที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สินค้าหมวดหนังสือ (รวม E-Book) และสินค้า OTOP ที่ลงทะเบียนกับกรมพัฒนาชุมชน ในช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2567 - 15 ก.พ. 2567 การลดหย่อนจะขึ้นอยู่กับฐานการเสียภาษีและรายได้ของแต่ละบุคคลตามที่กฎหมายของกรมสรรพากรกำหนด ซึ่งสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุดตามยอดที่ได้ใช้จ่ายจริงไม่เกิน 50,000 บาท โดยหากใช้จ่ายถึงจำนวน 50,000 บาท ก็สามารถนำมาคิดได้ เช่น
รายได้สุทธิต่อปี | อัตราภาษีเงินได้ | ใช้จ่ายในโครงการ Easy E-Receipt | เงินคืนที่จะได้รับ |
150,001 - 300,000 บาท | 5% | 50,000 บาท (50,000 x 5%) | 2,500 บาท |
300,001 - 500,000 บาท | 10% | 50,000 บาท (50,000 x 10%) | 5,000 บาท |
500,001 - 750,000 บาท | 15% | 50,000 บาท (50,000 x 15%) | 7,500 บาท |
750,001 - 1,000,000 บาท | 20% | 50,000 บาท (50,000 x 20%) | 10,000 บาท |
1,000,001 - 2,000,000 บาท | 25% | 50,000 บาท (50,000 x 25%) | 12,500 บาท |
2,000,001 - 5,000,000 บาท | 30% | 50,000 บาท (50,000 x 30%) | 15,000 บาท |
5,000,001 บาท ขึ้นไป | 35% | 50,000 บาท (50,000 x 35%) | 17,500 บาท |
ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง จำนวนสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายเที่ยวเมืองรอง 2567 ลดหย่อนได้ สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มประกันและการลงทุน
ประกันสังคม ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง จำนวนสูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท
เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ของตนเองและของคู่สมรส ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง จำนวนสูงสุด 15,000 บาท
เบี้ยประกันชีวิต หรือเงินฝากแบบมีประกันชีวิตที่ให้การคุ้มครอง 10 ปีขึ้นปี ลดหย่อนตามที่จ่ายจริง จำนวนสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
เบี้ยประกันสุขภาพ ลดหย่อนตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตทั่วไปต้องมีจำนวนไม่เกิน 100,000 บาท
เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ตามที่จ่ายจริง จำนวนสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท โดยสามารถลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 หากไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป โดยมีเงื่อนไขดังนี้
ระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป
จ่ายผลตอบแทนให้ผู้เอาประกันตั้งแต่อายุ 55 ปี ต่อเนื่องไปจนอายุ 85 ปี หรือมากกว่านั้น
กองทุน ThaiESG ลดหย่อนภาษีได้ ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และซื้อได้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท ระยะเวลาถือครอง 5 ปี (นับจากวันที่ซื้อ)
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ลดหย่อนได้ 15% ของรายได้ จำนวนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ลดหย่อนได้ 30% ของรายได้ จำนวนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF : Retirement Mutual Fund) ลดหย่อนได้ 30% ของรายได้ สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไข ดังนี้
ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี หรืออย่างน้อยปีเว้นปี
ต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยนับเฉพาะปีที่มีการซื้อหน่วยลงทุน
ขายได้ตอนอายุครบ 55 ปี
กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF : Super Saving Funds) ลดหย่อนภาษีได้ 30% ของรายได้ จำนวนสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท โดยต้องถือหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 10 ปี นับจากวันที่ซื้อ
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง จำนวนสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
เงินลงทุนวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง จำนวนสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
* สำหรับกลุ่มกองทุน RMF, SSF, กบข., กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน, กองทุนการออมแห่งชาติและประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมดจะลดหย่อนภาษีรวมกันได้เป็นจำนวนไม่เกิน 500,000 บาท
หากพิจารณาจากเกณฑ์นี้จะพบว่า คนมีคู่ที่ผ่านการสมรสจดทะเบียนอย่างถูกต้องโดยที่คู่สมรสไม่มีรายได้จะสามารถลดหย่อนภาษีได้มากกว่า เพราะจะได้รับค่าลดหย่อนคู่สมรสจำนวน 60,000 รวมถึงค่าลดหย่อนกรณีที่มีบุตรอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น
นาย B มีเงินเดือน 45,000 บาท มีคู่สมรสและมีบุตรตามกฎหมายจำนวน 2 คน ได้ซื้อประกันชีวิตในราคา 20,000 บาท รวมถึงซื้อของในมาตรการ Easy E-Receipt ไป 50,000 บาท จะสามารถคิดเป็นจำนวนภาษีโดยการสรุปตามตาราง ดังนี้
ตัวอย่างการคิดภาษีของนาย B | คำนวณจำนวนภาษีและค่าลดหย่อน |
รายได้ตลอดทั้งปี
| (45,000 x 12) + 60,000 = 600,000 บาท |
ค่าใช้จ่ายแบบเหมารวม
| (45,000 x 12) x 50% = 270,000 บาท คิดได้สูงสุด 100,000 บาท |
ค่าลดหย่อน
| 60,000 + 60,000 + (30,000 x 2) + 20,000 = 200,000 บาท |
เมื่อนำตัวอย่างของนาย B มาคิดรายได้สุทธิทั้งหมดจะได้เป็น 600,000 - 100,000 - 200,000 = 300,000 บาท ซึ่งจะอยู่ในเกณฑ์การเสียภาษี 5% ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่น้อยที่สุด โดยคิดเป็นภาษีที่นาย B จะต้องจ่ายเป็นจำนวนเงิน 300,000 x 5% = 15,000 บาท และเมื่อนำมารวมกับเงินคืนภาษีจากการเข้าร่วมโครงการ Easy E-Receipt อีก 2,500 บาท จะเหลือจำนวนเงินที่ต้องจ่ายภาษีอีก 12,500 บาทเท่านั้น ซึ่งหากนาย B วางแผนการลงทุน หรือซื้อประกันเพิ่มเติมก็จะช่วยลดจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีไปได้อีก สำหรับใครที่อยากหาวิธีคำนวณภาษีให้ง่ายขึ้น สามารถเลือกใช้เครื่องมือในการการคำนวณภาษีมาเป็นตัวช่วยได้เลย
การยื่นภาษี
การยื่นภาษีสามารถทำได้ภายในวันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคม ของทุกปี โดยสามารถยื่นได้ ณ สำนักงานสรรพากรและยื่นออนไลน์ได้อย่างสะดวก ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร ซึ่งสามารถกรอกข้อมูลเพื่อลองคิดคำนวณเงินภาษีที่ต้องจ่าย หรือดูว่าจะได้เงินคืนเท่าไรก็ได้เช่นกัน
วางแผนลดหย่อนภาษีตั้งแต่วันนี้! ขอแนะนำประกันชีวิตและประกันสุขภาพ จากพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ที่มีให้เลือกหลากหลายแผนตามความต้องการ โดยให้ความคุ้มครองที่คุ้มค่า แต่ราคาค่าเบี้ยไม่แพง อีกทั้งยังสามารถนำมา ได้ตามที่กำหนด สนใจสามารถซื้อได้จากช่องทางตัวแทน และช่องทางออนไลน์
ข้อมูลอ้างอิง:
คำนวณภาษี อัตราภาษี. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 จากกรมสรรพากร